The Peaceful House: บ้าน l ความสงบ l ความทรงจำคือคำตอบของการสร้างชีวิตคู่กลางเมือง

0
1920

บนถนนเส้นลาดพร้าวที่ไม่เคยว่างเว้นจากเสียงขุดเจาะถนน และแตรรถที่อื้ออึงเกือบตลอดทั้งวัน ลัดเลาะลึกเข้าไปในซอยลาดพร้าว 62 คุณน็อต ธเนศ สะสมทรัพย์ เลือกปลูกเรือนหอสำหรับใช้เป็นบ้านหลังแรกของการเริ่มต้นชีวิตคู่กับคุณลูกแก้ว สุนิสา บนที่ดินที่ขนาด 90 ตารางวา อันเป็นพื้นที่ของครอบครัวแต่เดิมที่คุณน็อตได้เติบโตมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยเหตุผลที่เขาใช้ที่ดินที่ได้รับการแบ่งสันปันส่วนมาจากคุณพ่อคุณแม่ผืนนี้มาปลูกเรือนหอ เพราะต้องการสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้มีความส่วนตัวในแบบคู่รัก ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถไปมาหาสู่กันกับพ่อ แม่ พี่น้อง ได้อย่างใกล้ชิด

อีกทั้งระยะห่างจากถนนเส้นหลักเกือบ 2 กิโลเมตรทำให้ด้านในซอยจะมีความเงียบสงบ ในแบบที่ความอึกทึก วุ่นวายของการจราจร และการก่อสร้างรถไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง ที่นี่จึงมีบรรยากาศที่สงบเหมาะสำหรับใช้เป็นพื้นที่เริ่มต้นของครอบครัว และในขณะเดียวกันก็มีทำเลที่ยังเชื่อมต่อกับเมืองอยู่

คุณน็อตเล่าว่าชีวิตก่อนแต่งงาน ในตอนแรกอยู่อพาร์ตเม้นต์ที่มีพื้นที่ไม่มากนัก อีกทั้งยังไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวเท่าไร แต่หลังจากแต่งงานทั้งคู่ก็ตั้งใจวางรากฐานของครอบครัวด้วยการสร้างบ้านของตัวเองอย่างเป็นสัดส่วน มีพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการเติบโตของครอบครัวที่ต้องการพื้นที่มากขึ้นในอนาคต

ในส่วนของการสร้างบ้านคุณลูกแก้วเล่าเสริมว่า “เราทั้งคู่ก็เป็นเหมือนทุกคนที่ต้องการให้บ้านอยู่ได้ยาวนาน คงทน มีปัญหาในเรื่องโครงสร้างและวัสดุน้อยที่สุด และด้วยความที่เราเป็นมือใหม่กันทั้งคู่สำหรับบ้านหลังแรก ไม่มีความรู้เท่าไรสำหรับการสร้างบ้านมาก่อน ก็เลยเลือก Royal House สาขาศรีนครินทร์ มาสร้างบ้านให้ค่ะ เพราะเขาได้มีการตรวจสอบและคัดเลือกผู้รับเหมาที่มีฝีมือ เชื่อถือได้มาทำบ้านให้เราแล้ว แล้วจะมีทีมสถาปนิก และวิศวกรในการเป็นที่ปรึกษาในการคุยกับผู้รับเหมาก่อสร้างอีกที เพื่อให้เราได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และวัสดุที่ตรงสเป็ค มีคุณภาพตามแบบค่ะ”

เมื่ออิงจากพื้นที่ซึ่งเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทั้งคุณน็อตและคุณลูกแก้ว เลือกแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น  เรียบ โปร่ง และเน้นโทนสีสบายตา มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 217.50 ตารางเมตร นอกจากจะเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบดีไซน์เรียบเท่แล้ว การเลือกบ้านโมเดิร์นจึงเป็นทางเลือกที่ดี ด้วยที่ว่าบ้านโมเดิร์นมีกรอบของรูปทรงที่ชัดเจน สามารถเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ได้เต็มประสิทธิภาพในทุกตารางเมตร ทั้งนี้มีการเพิ่มรายละเอียดบางอย่าง อย่างเรื่องของหน้าต่างที่ไม่ได้ใช้เป็นแบบอลูมิเนียมเหมือนบ้านส่วนใหญ่ แต่เลือกเป็นแบบ UPVC เพื่อป้องกันน้ำจากคลองด้านหลังบ้านกัดกร่อน รวมไปถึงการสร้างต้องเว้นระยะจากคลอง 6 เมตร และการลงเสาเข็ม เป็นเข็มตอกที่ลงลึกราว 24 เมตร ซึ่งลึกกว่าเสาเข็มตอกทั่วไปที่จะอยู่ที่ 20 เมตร เพื่อป้องกันปัญหาดินทรุดในอนาคตจากการที่พื้นดินอยู่ใกล้คลองที่ดินมีความชื้นสูง ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ก็มีทีมงาน Royal House สาขาศรีนครินทร์ คอยให้คำแนะนำและดูแลเป็นอย่างดี

ในส่วนของชั้นหนึ่งจัดพื้นที่สำหรับห้องนั่งเล่น ห้องครัวและห้องคุณแม่ ที่เตรียมไว้สำหรับคุณแม่ที่จะมานอนค้างด้วยกันประมาณเดือนละ 1-2 ครั้ง สำหรับการแบ่งพื้นที่ใช้สอยภายในทั้งหมด เน้นความโปร่งโล่ง โดยสังเกตได้จากพื้นที่ส่วนโต๊ะอาหารและห้องนั่งเล่นจะเชื่อมต่อเป็นพื้นที่เดียวกัน แบบไม่ใช้ประตูหรือผนังกั้น เพราะคุณน็อตต้องการให้ในเวลาถ้าหลานๆมาบ้าน เด็กๆ ก็จะได้มีพื้นที่กว้างพอที่จะเล่นสนุกกับแบบเด็กๆ ส่วนผู้ใหญ่ที่นั่งกินข้าวกันอยู่ก็สามารถมองเห็นเด็กๆ เล่นสนุกสนานกัน ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเชื่อมต่อกันไว้ด้วยความอบอุ่น นอกจากนั้นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของทั้งคู่ตลอดช่วงเวลาที่เล่าถึงอีกเหตุผลสำคัญที่ไม่มีการกั้นห้องนั้นก็คือ ทั้งคู่จะสามารถมองเห็นของสะสมชิ้นโปรดที่จัดวางอยู่ในตู้กระจกบานใหญ่ด้านหลังโต๊ะอาหารได้ตลอดเวลา

“น็อตเขาชอบเล่นเกมส์อยู่แล้วค่ะ ของเล่นบางชิ้นเลยเป็นฟิกเกอร์ตัวละครในเกมส์ ส่วนตัวเราชอบ Gudetama, Disney Princess และเซเลอร์มูน ขวัญใจเด็กยุค 90s แบบเราค่ะ ยิ่งมีช่วงที่ไปญี่ปุ่นบ่อย พอเห็นแล้วเราก็ชอบก็เลยเก็บมาเรื่อยๆ มีทั้งเครื่องประดับ คฑา ซึ่งในตอนอยู่คอนโดของสะสมพวกนี้ ก็จะถูกเก็บไว้ในกล่อง ไม่ได้ออกมาวางค่ะ เพราะเรามีพื้นที่ไม่เยอะ แต่พอมีบ้านหลังนี้อย่างหนึ่งที่ตั้งใจไว้เลยว่าต้องมีคือตู้โชว์ เหมือนมาเติมเต็มความทรงจำในวัยเด็กของเรา” คุณลูกแก้วเล่าพร้อมรอยยิ้ม

สำหรับห้องครัว Build in เคาน์เตอร์ครัวสีเทา ในส่วนของผนังใช้เป็นสีแดงเข้ามาประมาณ 30% ของพื้นที่เพราะต้องการเลี่ยงการใช้สีขาวทั้งหมด ด้วยที่ว่าสีขาวเป็นสีที่เลอะง่าย อาจจะทำให้ห้องครัวดูสกปรกรวดเร็วจนต้องทำความสะอาดบ่อยเกินความจำเป็น นอกจากนั้นสีแดงยังตัดกับโทนสีขาว เทา ดำ ช่วยให้ห้องดูไม่น่าเบื่อหรือจืดชืดจนเกินไป

ถัดไปข้างบนชั้นสองแบ่งเป็น 3 ห้องคือ ห้องนอนมาสเตอร์ของทั้งคู่ที่ภายในมี Walk in Closet ที่ตกแต่งด้วยงานตู้เสื้อผ้า Build in สีขาวและกระจกเงา ซึ่งช่วยให้ห้องดูกว้างและสว่างขึ้นอย่างชัดเจน พร้อมประดับด้วยโคม Chandelier เพิ่มบรรยากาศหรูหราให้พื้นที่ส่วนแต่งตัวได้อย่างกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ส่วนอีกสองห้องทั้งคู่วางแผนไว้ว่าจะทำเป็นห้องออกกำลังกาย และห้องนอนแขกเพิ่มเติมในอนาคต

ในส่วนของประตูและหน้าต่าง มีความสามารถเก็บเสียงจากภายในสู่ภายนอก และป้องกันเสียงจากภายนอกเข้ามาภายในได้เป็นอย่างดี ทำให้ทั้งคู่สามารถดูหนังเล่นเกมส์ได้เต็มที่ ต่างจากตอนอยู่อพาร์ตเม้นต์ที่ใช้เสียงดังไม่ได้เพราะเกรงใจห้องข้างๆ จึงเรียกได้ว่าบ้านหลังนี้คือพื้นที่ความสุขส่วนตัวอย่างแท้จริง

“ความสงบของที่นี่ทำให้เราได้พักผ่อนได้อย่างเต็มที่ นอกจากมีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้นสำหรับการจัดสวน บ้านยังมีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่มีใครมารบกวน รวมถึงเราก็ไม่ไปรบกวนใครเวลาเราเล่นเกมส์เสียงดังด้วยครับ” คุณน็อตเล่า

สำหรับรอบๆตัวบ้าน มีการปลูกไม้ยืนต้นอย่างต้นหลิวลู่ลม และต้นเสม็ดแดงเพื่อทดแทนไม้เก่าที่ถูกตัดลงเพื่อจัดระเบียบที่ดินสำหรับการปลูกบ้านในตอนแรก สำหรับในอนาคตทั้งคู่ก็วางแผนว่าจะปลูกต้นไม้เพิ่มเติมเพื่อคืนความร่มรื่น และพื้นที่สีเขียวให้กลับคืนมาแบบดังเดิมเหมือนตอนที่คุณน็อตยังเป็นเด็ก

พื้นที่โดยรอบตัวบ้านจึงถือได้ว่าพื้นที่แห่งความผ่อนคลายที่คุณน็อตใช้ปลูกต้นไม้และจัดสวนด้วยตัวเอง เขาเล่าพร้อมเสียงหัวเราะว่า “ทำไปเรื่อยๆครับเรายังไม่รู้ความต้องการของเราจริงๆ ว่าชอบสวนสไตล์ไหน แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ถามตัวเองว่าเราชอบต้นไม้แบบไหน โดยจะเลือกให้เหมาะสมกับบ้านเรา และความชอบของเรา ขุดเอง ปลูกเอง เกือบทุกวันครับ” เขายังเล่าต่อไปอีกว่าซึ่งในอนาคตอาจจะสร้างน้ำตกเล็กๆ ด้านหลังบ้านเพื่อสร้างเสียงน้ำไหลให้คลอไปกับเสียงลู่ลมของป่าไผ่ด้านข้างบ้านทำให้เกิดบรรยากาศในแบบธรรมชาติอีกด้วย

สำหรับตอนนี้ด้านหลังบ้านทั้งคู่ปลูกต้นไทรเกาหลีเป็นแนวรั้วทึบ เพื่อกั้นทัศนียภาพระหว่างบ้านกับคลองลาดพร้าวที่ค่อนข้างดำ ไม่ชวนผ่อนคลายสักเท่าไร เนื่องจากมันไม่ได้เป็นคลองตามธรรมชาติที่มีฝูงปลาแหวกว่ายแบบในภาพตามต่างจังหวัด หากแต่คลองสายนี้คือคลองระบายน้ำที่สีเข้มจนไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตประเภทที่เรารู้จักอาศัยอยู่ ดังนั้นทั้งคู่จึงสร้างกำแพงจากธรรมชาติเพื่อป้องกันมลภาวะเหล่านี้ไม่ให้มารบกวนการอยู่อาศัยให้ได้มากที่สุด

“ในตอนแรกที่บ้านสร้างเสร็จใหม่ๆ ก็คิดว่าจะมาอยู่แบบไปๆมาๆ ระหว่างบ้านและอพาร์ตเม้นต์ แต่พอได้เข้ามาอยู่แล้วติดบ้านไปโดยไม่รู้ตัว จนกลายเป็นว่าตอนนี้แทบมาอยู่บ้านแบบถาวรแล้วครับ รู้สึกได้ว่าสุขภาพดีขึ้น ทั้งกายและใจ เพราะจากด้านหน้าถนนลาดพร้าวที่รถติดแทบตลอดทั้งวัน แต่พอได้เข้ามาในบ้านเหมือนเราได้ รีเซตสมองกับธรรมชาติ ได้ยินเสียงนก ได้รดน้ำต้นไม้ เสียงลมจากป่าไผ่ใกล้ๆบ้าน หรือเวลาฝนตกก็ได้ยินเสียงกบร้อง ทำให้เราเหมือนได้กลับมาชาร์จแบตให้ชีวิตแล้วตอนเช้าก็ออกไปสู้ใหม่ ที่นี่จึงเป็นเหมือน comfort zone ของชีวิตเลยครับ”

ภาพความทรงจำวัยเด็ก มีหลายเหตุการณ์ที่คิดถึงกี่ครั้งก็ทำให้เรายิ้มได้เสมอ จึงเป็นเรื่องธรรมดาหากเราในวันนี้ที่เป็นผู้ใหญ่ อยากจะสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นเด็กเอาไว้ แล้วจะมีที่ไหนที่มีชีวิตวัยเด็กบรรจุอยู่ได้มากเท่ากับพื้นที่ที่เราเติบโตมา นี่คงเป็นเหตุผลเดียวกับคุณน็อต ธเนศ สะสมทรัพย์ ที่เลือกสร้างเรือนหอในบริเวณที่ดินของบ้านเดิมที่เขาได้เติบโตมา เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นในแบบคนรุ่นใหม่ที่ทั้งคู่จะเริ่มสร้างชีวิตไปด้วยกัน โดยรายล้อมด้วยความทรงจำอันอบอุ่นที่คุ้นเคย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Royal House สาขาศรีนครินทร์

90 แยกลำสาลี ถนนศรีนครินทร์ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

Tel.02-731-6806

Website : http://www.royalhouse.co.th