รู้หรือไม่…ปลวกอายุยืนถึง 50 ปี

กำจัดถูกวิธี ปลวกวอดวาย บ้านไม่พังเสียหายทั้งอำเภอ

0
139

แสบกว่าพริก Carolina Reaper ที่ขึ้นเรื่องความเผ็ดที่สุดในโลก ก็คงจะเป็นฤทธิ์เดชของปลวก วายร้ายตัวจิ๋วที่มีฝีมือการแทะอันร้ายกาจ หากปล่อยไว้นานเข้าโดยไม่รีบกำจัดบ้านของคุณอาจพัง และเสียหายโดยไม่ทันตั้งตัว เพื่อไม่ให้บ้านของคุณพังทลายไปต่อหน้าต่อหน้า วันนี้ homedeedee.com ขอพาคนรักบ้านไปรู้จักปลวก กับเรื่องที่อาจไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อหาวิธีกำจัดได้อย่างทันการณ์กันค่ะ

 


จริงๆแล้วปลวกมีกี่ประเภทกันแน่?


 

เรื่องปลวกปลวก ที่ไม่ใช่เเค่คำแซวที่หลายคนเคยได้ยิน แต่หมายถึงเจ้าปลวกจอมแทะทำลายบ้านนั่นเอง ซึ่งเจ้าปลวกจัดเป็นแมลงที่อยู่รวมกันพร้อมแบ่งหน้าที่การทำงานตามวรรณะอย่างชัดเจน ภายในหนึ่งรังจะมีปลวก 3 วรรณะ ได้แก่

1.วรรณะกรรมกร (Worker)

 

หรืออีกชื่อหนึ่งว่าปลวกงาน เป็นปลวกตัวอ่อนและตัวเต็มวัยที่เป็นหมันมีจำนวนมากที่สุดในรัง มีลักษณะตัวเล็กที่สุดของบรรดาปลวกทั้งหมด เป็นวรรณะเดียวที่กัดกินเนื้อไม้ และทำความเสียหายแก่ไม้ได้ สีขาวนวล  ลำตัวบางสีอ่อน ไร้ปีก และตาบอด เนื่องจากอาศัยอยู่ในดินที่มีความมืดและชื้น ดังนั้นประสาทสัมผัสของปลวกงานจึงไม่ถูกพัฒนาด้านการมองเห็น  รับรู้สัมผัสด้วยหนวด และสื่อสารทางกลิ่นของฟีโรโมน ทำหน้าที่เกือบทุกอย่างภายในรัง ตั้งแต่หาอาหาร เก็บสะสม ป้อนอาหารให้ปลวกราชินี ปลวกราชา ปลวกทหาร และตัวอ่อนที่เกิดใหม่ นอกจากนี้ปลวกงานยังสร้างซ่อมแซม ทำความสะอาด และดูแลไข่ภายในรัง

 

2.วรรณะทหาร (Soldier)

 

ในส่วนของวรรณะทหาร เป็นปลวกที่มีลำตัวใหญ่กว่าปลวกงาน มีหัวโตสีน้ำตาล บนหัวต่อมหรือท่อที่เป็นทางออกของสารเคมีซึ่งเป็นสารเหนียว ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือน และใช้ต่อสู้กับศัตรู หน้าที่ของปลวกชนิดนี้จะปกป้องประชากรวรรณะต่างๆในรัง เสมือนด่านหน้าของรังเมื่อถูกรบกวนจากภายนอก หรือศัตรูมาทำร้าย  

 

3.วรรณะสืบพันธุ์ (Reproductive)

 

ในวรรณะนี้ปลวกมีรูปร่างต่างกันไป แบ่งตามช่วงเวลาในการดำเนินชีวิต ได้แก่ แมลงเม่า เป็นวรรณะสืบพันธุ์ที่มีปีกคู่ที่ยาวเป็นสองเท่าของลำตัว สีของลำตัวเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง น้ำตาลเข้ม ไปจนถึงสีดำ เมื่อตัวเต็มวัยโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนแมลงเม่าจะบินออกจากรังเพื่อจับคู่  และเมื่อผสมพันธุ์กันจะสลัดปีกทิ้งไปเป็นปลวกราชินี (Queen) และปลวกราชา (King)  พร้อมแยกย้ายไปสร้างรังอยู่ในดินหรือในไม้บริเวณที่มืดและชื้น ซึ่งการผสมพันธุ์ครั้งแรกทำให้ส่วนท้องของปลวกราชินีขยายใหญ่เพื่อผลิตไข่ได้มากขึ้น จึงทำให้ปลวกราชินีมีขนาดใหญ่มากที่สุดในรังและมีอายุยืนยาว 25 – 50 ปี ในขณะที่ปลวกราชาหลังจากผสมพันธุ์แล้ว จะมีขนาดลำตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ปลวกราชาหนึ่งตัวจะสามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้ง และสุดท้ายวรรณะสืบพันธุ์รอง (Supplementary Queen and King) เป็นปลวกที่ทำหน้าที่ผสมพันธุ์และออกไข่ ในกรณีที่ปลวกราชาหรือปลวกราชินีของรังถูกทำลายไป แต่จะมีอายุขัยและการผลิตตัวอ่อนที่สั้นกว่า


ปลวกมีความเป็นอยู่และวงจรชีวิตอย่างไร ?


 

วงจรชีวิตของปลวกเริ่มต้นในช่วงหลังฝนตกเฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง  โดยแมลงเม่าตัวที่จัดเป็นปลวกวรรณะสืบพันธุ์ทั้งตัวผู้และตัวเมีย   บินออกจากรังเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาพลบค่ำ ได้สลัดปีกทิ้งและสร้างรังในดินบริเวณที่มีความชื้นและแหล่งอาหารอยู่ได้ 2-31 วัน จากนั้นแมลงเม่าตัวเมียจะกลายเป็นปลวกราชินีที่เริ่มวางไข่ได้ถึงวันละหลายพันฟอง เพื่อเตรียมฝักมาเป็นตัวอ่อน พร้อมเจริญเติบโตโดยการลอกคราบจนตัวเต็มวัย ซึ่งระยะแรกของตัวอ่อนจะเป็นปลวกที่ไม่มีปีกและเป็นหมัน โดยมีสารฟีโรโมนที่ผลิตจากทวารหนักของปลวกราชินีทำหน้าที่กำหนดให้ตัวอ่อนเป็นปลวกวรรณะต่างๆ ได้แก่ ปลวกทหาร ปลวกงาน และบางส่วนไปเป็นแมลงเม่าเพื่อสืบพันธุ์ต่อไป จะมีระยะเวลาการเจริญของวรรณะสืบพันธุ์จากไข่ถึงตัวเต็มวัยใช้เวลา 9 – 10 เดือน

 


นอกจากไม้แล้ว  ปลวกกินอะไรเป็นอาหารอีกบ้าง ?


 

 

โดยทั่วโลกมีประชากรปลวกแพร่กระจายอยู่ประมาณ 2,500 ชนิด สำหรับประเทศไทย พบประมาณ 200 ชนิด ซึ่งปลวกชนิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไม้ และอาคารบ้านเรือนมี 9 สกุล 10 ชนิด  และอาหารอันโอชะของเจ้าปลวกคือเซลลูโลส (cellulose) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในเนื้อไม้ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตของปลวก จึงไม่แปลกที่จะเห็นรอยปลวกแทะ กัดกินบริเวณพื้นไม้ปาร์เก้  ไม้แปรรูป วอลเปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์ไม้ พรม รูปภาพ และกรอบรูปพังเสียหาย รวมถึงองค์ประกอบบ้านส่วนต่างๆ ได้แก่ วงกบประตู วงกบหน้าต่าง ขอบบัวของพื้นอาคาร และฝ้าเพดาน เนื่องจากของใช้ในบ้านเหล่านี้ต่างมีเซลลูโลสเป็นส่วนประกอบรวมอยู่ แต่ก็มีไม้เนื้อแข็งบางชนิดที่ป้องกันปลวกได้ เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้มะค่า และไม้ประดู่ เป็นต้น  เนื่องจากภายในแก่นไม้มียาง และสารบางชนิดที่ไม่ถูกกับปลวก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นไม้ที่มีอายุกว่า 10 ปีขึ้นไป และต้องเคลือบเงาไม้ป้องกันปลวก เพื่อรักษาคุณภาพเนื้อไม้ให้ยาวนานยิ่งขึ้น

 


กรณีที่บ้านสร้างเสร็จแล้วจะมีวิธีป้องกันปลวกเบื้องต้นอย่างไร ?


 

 

  • จุดสังเกตว่าปลวกบุกบ้าน

 

 

เพื่อเป็นการป้องกันปลวกเบื้องต้นที่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง จากสัญญาณเตือนว่าปลวกกำลังบุกบ้าน อย่างพบเจอเศษปีกของแมลงเม่าหลุดร่วงตามพื้นบ้าน แสดงว่ามีรังปลวกอยู่ในบริเวณใกล้เคียง หรือสังเกตรอบๆบ้าน ใต้ต้นไม้ว่ามีจอมปลวกอยู่บริเวณใกล้เคียงหรือไม่ อีกทั้งหากพบคราบดินบนกำแพง หรือตามวงกบ และขอบหน้าต่างในบ้านมีรูปร่างเป็นทางดินสีน้ำตาลยาวต่อเนื่อง ให้สันนิษฐานว่าคือทางเดินของปลวกงาน หากยิ่งมีขนาดใหญ่ยิ่งบ่งบอกว่ามีจำนวนปลวกมากขึ้นด้วยเช่นกัน  ดังนั้นหากพบสิ่งเหล่านี้ในบ้าน นั่นคือสัญญาณว่าปลวกบุกบ้านคุณเข้าแล้ว

 

  • ป้องกันปลวกเบื้องต้น

 

 

แต่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ แม้จะพบจุดทางเดินปลวก รอยกัดแทะพื้นไม้ หรือข้าวของที่เป็นแหล่งอาหารของปลวกแล้ว ก็ยังมีวิธีตัดวงจรชีวิตปลวกเบื้องต้นด้วยการเปิดให้ภายในบ้านระบายอากาศ โดยเฉพาะในตอนกลางวันอาจเปิดหน้าต่างให้มี แสงสว่างหรือแสงแดดกระจายเข้ามาในบ้าน เพราะปลวกเป็นแมลงที่อาศัยอยู่ใต้ดินและที่อับชื้น จึงไม่ถูกกับแสงแดดนัก การอนุญาตให้แสงแดดส่องเข้ามาในบ้าน หรือนำเฟอร์นิเจอร์ไม้ไปตากแดดจัดจะช่วยกำจัดปลวกเบื้องต้นได้

 

  • ผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดปลวก

 

 

และเพื่อความสะดวกต่อการใช้ชีวิตยิ่งขึ้น การหาผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดปลวกที่หาซื้อง่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำใกล้บ้าน  และสามารถทำตามขั้นตอนได้เองที่บ้าน ก็เป็นทางลัดที่ง่ายดาย และไม่ยุ่งยากซับซ้อน เช่นเดียวกับพรีมิส เอสซี 200 ตัวช่วยกำจัดปลวกแบบเข้มข้น ด้วยเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นสูตรน้ำ มีกลิ่นอ่อน รวมถึงผสมน้ำได้ถึง 400 เท่า ทำให้หนึ่งขวดสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อีกทั้งยังมั่นใจในคุณภาพ และความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานไบเออร์ เยอรมนี ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยา ประเทศไทย

สำหรับพรีมิส เอสซี 200  มีคุณสมบัติ ที่ให้ผลลัพธ์ในการปกป้องบ้าน และกำจัดปลวกแบบปฏิกิริยาลูกโซ่ 2 ชั้นอย่างต่อเนื่อง ตายถึงรัง ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และออกฤทธิ์โดยการสัมผัสและการกิน อีกทั้งใช้ได้ทั้งก่อนและหลังการก่อสร้างบ้าน บวกกับคุณลักษณะโดดเด่น คือสามารถใช้กำจัดปลวกได้ด้วยอัตราการใช้ต่ำ ซึ่งอัตราการใช้ที่แนะนำจะทำให้มีอัตราสารออกฤทธิ์เพียง 0.05% ไม่ระเหยเป็นไอ ไม่ทำให้เกิดกลิ่นฉุน และระคายเคืองตา ซึ่งเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ปลวกจะรับรู้ได้ถึงสารเคมีที่อยู่ในบริเวณนั้น จนตายในที่สุด และเพื่อให้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง ควรอ่านฉลากก่อนใช้ และทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

 

 

 

เว็บไซต์ https://www.environmentalscience.bayer.co.th/

โทร. 02-232-7000