PROPERTY : Move on! ‘อินโดนิเซีย’ กับการย้ายเมืองหลวง เพื่อขับเคลื่อนประเทศ

0
630

[ PROPERTY OF THE WEEK : PROPERTY HUB ]

ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับการย้ายเมืองหลวงของประเทศหนึ่งนั้นก็คือ ‘อินโดนิเซีย’ และดูเหมือนว่าทางรัฐบาลของประเทศได้วางกรอบ รวมไปถึงศึกษาข้อมูลเพื่อที่จะทำการย้ายเมืองหลวงจากเดิมอยู่ที่ จาร์กาต้า ย้ายไปยังบอร์เนียวตะวันออกซึ่งมีเนื้อที่และทรัพยากรมากกว่าถึง 10 เท่า แต่ถึงอย่างนั้นการย้ายเมืองหลวง ไม่ใช่คิดและพูดก็ทำได้เลย ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆอีกมากมาย วันนี้พวกเราทีมงาน Homedeedee เลยอยากจะพาเพื่อนนักอ่านทุกท่านไป Move on ! กับประเทศอินโดนิเซียกันครับ


ทำความรู้จักอินโดฯ


 

อินโดนีเซีย (Indonesia) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) เป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับ มหาสมุทรอินเดีย และระหว่างทวีปเอเชียกับออสเตรเลีย ทำให้อินโดนีเซีย สามารถควบคุมเส้นทางการติดต่อ ระหว่างมหาสมุทรทั้งสอง ผ่านช่องแคบสำคัญต่างๆ

สิ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ และเป็นภาพจำทำให้คนทั่วโลกรู้จัก คือมรดกโลกทางศาสนา ซึ่งมีถึง 2 แห่งด้วยกัน ตั้งอยู่ที่ยอร์คยาการ์ต้านั่นก็คือ มหาเจดีย์บุโรพุทโธ ศาสนสถานอันยิ่งใหญ่แห่งศาสนาพุทธ ที่สร้างขึ้นจากหินภูเขาไฟ บนอาณาบริเวณกว้างใหญ่ บอกเล่าเรื่องราวที่มีความหมายในแต่ละชั้น


การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่


 

องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและสหประชาชาติ ระบุว่าปัจจุบันอัตราการตัดไม้ทำลายป่าในอินโดนีเซียสูงขึ้นจนเกือบเท่า บราซิล ซึ่งมีอัตราการทำลายป่ามากที่สุดในโลก มีการประเมินว่าในแต่ละชั่วโมง พื้นที่ป่าของอินโดนีเซียกำลังหด หายไปเทียบได้ประมาณสนามฟุตบอล 300 สนาม อย่างเช่นที่เมือง Riau บนเกาะสุมาตรา ที่เป็นหนึ่งในหลายๆ พื้นที่ที่มีการแผ้วถางพื้นที่ป่าเพื่อนำไปปลูกต้นปาล์ม

‘วิกฤตสิ่งแวดล้อม’

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าพิจารณาคือประเด็นสิ่งแวดล้อมจากการที่จังหวัดกาลิมันตันมีการเผาป่าเพื่อทำไร่จนส่งผลไปถึงสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่เสมอ การย้ายเมืองหลวงไปอยู่ใกล้ๆ พื้นที่เหล่านี้จะทำให้วิโดโดควบคุมในเรื่องไฟป่าไปจนถึงการใช้น้ำมันปาล์มเป็นเชื้อเพลิงได้หรือไม่ ทั้งนี้บลูมเบิร์กยังวิเคราะห์จากถ้อยแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาประเทศที่ระบุว่าการย้ายเมืองหลวงเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ตัวตนด้วย รัฐมนตรี บัมบัง โบรโจเนโกโรกล่าวว่าเมืองจาการ์ตาเป็นสิ่งสะท้อนอัตลักษณ์แบบชวา “แต่อินโดนีเซียเป็นมากกว่าชวา” จึงควรจะคำนึงถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมและศาสนา ในอินโดนีเซียด้วย

ปัจจุบัน อินโดนีเซียและมาเลเซียสองประเทศผลิตน้ำมันปาล์มได้รวมกันมากกว่า 80% ของปริมาณทั้งหมดในโลก ส่วนใหญ่นำ้มันปาล์มจะนำไปใช้ในสินค้าอุปโภคบริโภค และเวลานี้ความต้องการน้ำมันจากต้นปาล์มยิ่งเพิ่มสูงขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่เชื่อว่าเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ชนิดหนึ่งที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คุณ Bustar Maitar นักกิจกรรมของ Greenpeace บอกว่า การตัดไม้ทำลายป่านั้น ไม่เพียงแต่คุกคามสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นนั้นด้วย


ย้ายเมืองหลวง


 

อินโดนีเซียมีแผนการเตรียมย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ตาไปยังพื้นที่กาลิมันตัน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเตรียมรับภัยพิบัติจากโลกร้อน และอาจจะเป็นเรื่องอัตลักษณ์ความเป็นชาวอินโดนีเซียที่ต้องการให้มีความครอบคลุมมากกว่าชาวชวา การย้ายเมืองก็จะผลกระทบที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการพัฒนาให้ห่างจากภาครัฐ รวมถึงต้องจัดการกับการเผาป่าทำไร่ปาล์มในพื้นที่นั้นด้วย

‘บอร์เนียวตะวันออก’

การตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่ในจังหวัดกาลิมันตันหรือบอร์เนียวตะวันออก โดยจะมีการเตรียมพื้นที่ 30 ตร.กม. สำหรับการพัฒนาเมืองหลวงใหม่ในช่วงแรก เช่น การสร้างอาคารรัฐบาลต่างๆ โดยเมื่อพัฒนาเสร็จแล้วจะกลายเป็นเมืองที่มีขนาดราว 2,000-3,000 ตร.กม. ซึ่งเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ “จะเป็นเมืองสวนที่สวยงาม มีสวนสาธารณะมากมาย และผู้คนอยู่อาศัยกันอย่างสุขภาพดี มีอากาศดี พวกเราหวังว่ามันจะเป็นเมืองที่ดึงดูดให้คนอยากอยู่อาศัย”

ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียยังระบุถึงตารางเวลาแผนการว่าจะสร้างเมืองหลวงใหม่แห่งนี้ภายในปี 2564 และจะมีกระบวนการย้ายในช่วงระหว่างปี 2566-2567 ซึ่งการย้ายที่ทำการรัฐบาลนั้นจะต้องมีการย้ายที่อยู่อาศัยของข้าราชการจำนวนราว 1 ล้านคนจากจาการ์ตา

เมื่อมีการย้ายเมืองหลวงแล้ว รัฐบาลเตรียมตัวจะยกระดับให้ประเทศดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้มากขึ้นเสริมผลิตภาพของประเทศที่ยังล้าหลัง เปลี่ยนอินโดนีเซียให้เป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า และปรับปรุงทักษะแรงงาน ในประเทศที่มีประชากรราว 260 ล้านคน โดยประธานาธิบดีโจโก วิโดโดได้กล่าวว่า “เราจะต้องไปเร็วกว่าและดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมือง”


ใช้เม็ดเงินมหาศาลฟื้นเศรษฐกิจ


 

รัฐมนตรีกระทรวงการวางแผนพัฒนาแห่งชาติอินโดนีเซีย แถลงในกรุงจาการ์ตาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า รัฐบาลกำลังร่างแผนใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5,957 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ (ราว 4.12 แสนล้านดอลลาร์) สำหรับโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ตั้งแต่สนามบินใหม่ 25 แห่งไปจนถึงโรงไฟฟ้าใหม่

‘4 แสนล้านดอลล์ฟื้นเศรษฐกิจ’

แผนใช้งบประมาณดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด หรือ “โจโกวี” ในการใช้โครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวแปรสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกระจายความมั่งคั่งออกไปนอกเกาะชวาซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงจาการ์ตา การสร้างท่าเรือและโรงงานแห่งสำคัญมีความซับซ้อนและใช้ต้นทุนสูงอย่างมากในอินโดนีเซีย เนื่องจากประเทศกระจายออกเป็น 1.7 หมื่นเกาะ

สำหรับประเทศอินโดนีเซียมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจราว 5% ต่อปี แม้ว่ารัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตระหว่าง 5.3-5.6% ในปีหน้า แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 7% ร่างข้อเสนอโครงการระบุว่าแผนงบประมาณนี้เทียบเท่ากับราว5.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อินโดนีเซียระหว่างปี 2563-2567 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 5.4-6%


 

ความกล้าและความเด็ดขาดของผู้นำประเทศอินโดนิเซีย จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายที่อยู่เหนือประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ และเหตุผลนี้เองอาจทำให้อินโดนิเซียก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของประเทศที่มีความมั่งคั่งที่สุดในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเลยก็ว่าได้

Property of the week : Property Hub ในเดือนตุลาคมพวกเราทีมงาน Homedeedee จะขอพาเพื่อนนักอ่านทุกท่านไปทำความรู้จักกับ ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่าง ‘บรูไนดารุซซาลาม’

อ่านบทความ ASEAN SERIES ก่อนหน้าได้ที่ : ลืม ‘ลาว’ แบบเดิม  / รู้จัก ‘พม่า’ มุมใหม่

สามารถติดตามข่าวสารการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ-ผลิตภัณฑ์ รูปแบบการใช้ชีวิต และข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ได้ที่ Homedeedee.comHomedeedee/Facebook

Credit : Data & Photo > bangkokbiznews, prachatai, g70.design, news.sk, airpano, nationsonline, straitstimes, traveldailymedia