5 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจขอกู้เงินซื้อบ้านจากธนาคาร

0
47803

ในวัยหนึ่งของชีวิต เราเริ่มลงหลักปักฐานเพื่อหาความมั่นคงให้กับชีวิต วางแผนสิ่งต่างๆ ของชีวิตในภาพระยะยาวมากขึ้นเชื่อว่าหนึ่งในนั้นคือการมี “บ้าน” เพราะบ้านคือส่วนเติมเต็มให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น แต่บ้านแต่ละหลังในปัจจุบันราคาหลักล้านแทบทั้งนั้น ทรัพย์สินชิ้นใหญ่ชิ้นนี้จึงมาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะติดตัวเราไปในระยะยาว เพื่อเตรียมพร้อมกับภารกิจชิ้นใหญ่ชิ้นนี้ เรามาดู 5 ข้อควรรู้ก่อนขอกู้บ้านกันครับ


ประเมินรายได้ และการเงินของตัวเอง


อันดับแรกมาเช็คประวัติทางการเงินของเราให้เรียบร้อย เนื่องจากธนาคารจะมีการตรวจสอบสถานะทางการเงินของเราย้อนหลัง รวมถึงประวัติการชำระหนี้ จากเครดิตบูโรหรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หากยังมีหนี้อยู่อาจจะทำให้ธนาคารปล่อยกู้เราน้อยลง ทางที่ดีควรปิดหนี้ทุกอย่างก่อนยื่นกู้บ้านเป็นอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารให้กับเรามีมากขึ้น

อันดับต่อมาประเมินรายรับ รายจ่ายของเรา ยื่นกู้ในวงเงินที่เราคิดว่าสามารถแบกรับไหวในระยะยาว ไม่ล้มกลางคัน โดยสัดส่วนหนี้แต่ละเดือนไม่ควรเกิน 30 % ของรายได้ต่อเดือน เพราะเราจะได้มีเงินเหลือสำหรับการนำเงินไปพัฒนาชีวิตด้านอื่นๆ รวมไปถึงมีเงินเหลือสำหรับซ่อมแซมบำรุงรักษาบ้านในอนาคต และเป็นการรักษาสุขภาพการเงินให้คล่องตัว   ไม่ตึงจนเกินไป

นอกจากนั้นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยทำให้ความเป็นไปได้ในการกู้เงินผ่านมีมากขึ้น คือการกู้ร่วม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นสามี, ภรรยา, พ่อ, แม่, ลูก, และพี่น้องท้องเดียวกัน แต่ก็อย่าลืมว่า ผู้กู้หลักและผู้กู้ร่วมต้องแบกรับภาระหนี้คนละครึ่งเท่าๆกัน คุยกันให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้งขึ้นในภายหลัง


ทำความรู้จักดอกเบี้ยผ่อนบ้าน


ในการขอกู้เงินจากธนาคาร มีสิ่งสำคัญที่เราจะต้องเจอคืออัตราดอกเบี้ยแต่ละประเภท ซึ่งโดยหลักๆ ที่พบได้บ่อยมี 2 ประเภทได้แก่

1.อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่(Fixed Rate) ซึ่งประเภทนี้จะแยกย่อยไปอีก 3 แบบคือ

  • 1.1 อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตลอดสัญญา  จะมีลักษณะคงที่ตลอดระยะเวลาในการผ่อน ไม่ขึ้นหรือลงตามปัจจัยภายนอก
  • 1.2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้น คือดอกเบี้ยจะคงตัวช่วง 1-3 ปีแรก จากนั้นจึงเริ่มลอยตัวอาจจะต่ำ หรือสูงกว่าเดิมขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น
  • 1.3 อัตราดอกเบี้ยคงที่แบบขั้นบันได คือภายใน 1-5 ปีแรก ดอกเบี้ยจะเริ่มจากน้อยแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นต่อปีในอัตราส่วนที่เท่ากัน หลังจากปีที่ห้านั้นจึงจะเริ่มลอยตัวตามเศรษฐกิจ

2.อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) จะแปรผันขึ้นลงตามตลาดการเงิน และทุนของสถาบันการเงิน ณ ขณะนั้น เราควรดูอัตราดอกเบี้ยย้อนหลังของแต่ละธนาคาร เลือกธนาคารที่มีความผันผวนน้อยที่สุด อาจจะช่วยลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยที่เราต้องผ่อนได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เราวางแผนการบริหารจัดการหนี้ได้มากกว่า


เตรียมเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายระหว่างซื้อ-ขาย


  1. ก่อนจะมีบ้านสักหลัง เราควรสร้างวินัยการออมเงินของตัวเองเพื่อเก็บเงินส่วนนี้ไว้สำหรับดาวน์บ้านสัก 10-30% รวมไปถึงเตรียมไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมต่างๆ ระหว่างการซื้อขาย
  2. แม้ว่าเราจะกู้เงินจากธนาคารก็จริง แต่หน้างานก็มีค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆ ที่ผู้กู้ควรเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้ให้พร้อมในวันทำสัญญาเงินกู้ให้พร้อม เพื่อให้ทุกขั้นตอนผ่านไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด  อาทิ

2.1 ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้

  •  วงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ไม่เก็บค่าธรรมเนียม
  •  วงเงินกู้เกิน 500,000 บาทเก็บค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.1 ของวงเงินนิติกรรม

2.2 ค่าประเมินราคาหลักประกัน แยกตามวงเงินขอกู้ดังนี้

  •  วงเงินขอกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ค่าธรรมเนียม 1,900 บาท
  •  วงเงินขอกู้เกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท ค่าธรรมเนียม 2,800 บาท
  •  วงเงินขอกู้เกิน 3,000,000 บาท ค่าธรรมเนียม 3,100 บาท

2.3 ค่าตรวจสอบผลงานการก่อสร้าง ต่อเติม และซ่อมแซมครั้งละ 800 บาท

2.4 ค่าจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม 1,000 บาท

2.5 ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย คิดตามทุนประกันภัยอาคาร

2.6 ค่าโอนจดจำนองที่กรมที่ดิน คิดร้อยละ 1 ของวงเกินกู้


เคล็ดลับการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว


เป็นเรื่องปกติที่ในตอนแรกเราอาจเริ่มต้นผ่อนน้อยๆ ตามกำลังที่เราไหว แต่อย่างที่เรารู้กันว่าดอกเบี้ยบ้านนั้นจะลอยตัวขึ้นในอนาคต ดังนั้นถ้าเราจ่ายเท่าเดิมตลอด ก็เท่ากับว่าเงินต้นจะลดลงค่อนข้างช้า เนื่องจากธนาคารจะหักค่าดอกเบี้ยก่อนแล้วจึงที่เหลือไปหักเงินต้น ดังนั้นในอนาคตหากเราเติบโต มีรายรับมากขึ้น หรือมีเงินก้อนจากโบนัสหรือการลงทุน ก็อาจจะออมเงินส่วนนี้ไว้สำหรับผ่อนบ้านเพื่อให้ปิดหนี้ได้เร็วขึ้น และจ่ายดอกเบี้ยถูกลงได้ ธนาคารจะอนุญาตให้เราโปะหนี้ได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เริ่มผ่อนชำระ นั่นหมายความว่าเราสามารถผ่อนแบบเกินกว่าที่กำหนดไว้ตอนแรกในแต่ละงวด ซึ่งเงินส่วนต่างที่เราจ่ายมากขึ้นจะช่วยจ่ายให้ทั้งลดดอกเบี้ย และเงินต้นก็ลดไปในคราวเดียว เพราะดอกเบี้ยในการกู้บ้านเป็นแบบ Effective Rate หรือที่เรียกกันว่าดอกเบี้ยลดต้นลดดอกนั่นเอง


กู้เพิ่มได้เมื่อต้องการ


กรณีที่ผ่อนชำระไปแล้วสักระยะหนึ่ง หากต้องการซ่อมแซม ต่อเติมบ้านหรือซื้ออุปกรณ์อำนวยความสะดวก เราสามารถขอกู้เพิ่มกับธนาคารได้ โดยจะมีสิทธิประโยชน์คือเราจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าการขอกู้จากบัตรเครดิตทั่วไป

หวังว่าข้อมูลเบื้องต้นที่ควรรู้ทั้ง 5 ข้อ จะมีส่วนช่วยในประกอบการตัดสินใจในการขอกู้บ้านของเพื่อนๆ เพื่อสามารถวางแผนการเงินในอนาคตได้อย่างมีเสถียรภาพ  สุดท้ายนี้เราขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังจะขอกู้บ้านในฝันเป็นของตัวเองในแบบที่รอคอยมาตลอด ผ่านเส้นทางการขอสินเชื่อ ตลอดจนชำระสินเชื่อบ้าน ไปจนถึงปลายทางในวันที่เราเป็นเจ้าของบ้านอย่างสมบูรณ์แบบนะครับ

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Website: www.ghbank.co.th

Tel. 0-2-645-9000