PROPERTY : ‘เยอรมนี’ จากประเทศล้มเลวกับการพัฒนาตัวเอง ให้กลายเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม

0
1176

[ PROPERTY OF THE WEEK : PROPERTY HUB ]

เริ่มต้นสัปดาห์แรกของเดือนกรกฏาคม จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้านลบในอดีต และมีชื่อเสียงทางด้านบวกในปัจจุบันอย่างประเทศ ‘เยอรมนี’ ที่พวกเรา Homedeedee จะบอกเล่าผ่านมุมมองการพัฒนาประเทศด้วยประชากร ที่สามารถขับเคลื่อนให้ประเทศมีศักยภาพที่มั่นคงและแข็งแรงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก


‘เยอรมนี ‘ จากอดีต…สู่ปัจจุบัน


เมื่อ 70 ปีที่แล้ว เยอรมันเป็นประเทศพ่ายแพ้สงคราม จึงทำให้ประเทศถูกทำลายสียหายมากมาย บ้านเรือน 10 ล้านหลังถูกทำลาย เมืองสำคัญๆ ถูกทำลายจนหมด 90% ของโรงงานอุตสาหกรรมทางใต้ของเยอรมันเลิกกิจการ ผลผลิตทางอุตสาหกรรมมีเพียง 5% ของกำลังการผลิตเดิม

หลังจาผ่านพ้นวิกฤตจึงมีการผนึกกำลังกันเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจประเทศ ที่ต่อมากลายเป็นพันธะข้อผูกพันที่เรียกกันว่า หุ้นส่วนทางสังคม” ประกอบด้วย รัฐบาล, นายจ้าง, แรงงาน เป็นการผสานพลังแบบหุ้นส่วนไตรภาคีในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ เช่น การกำหนดค่าจ้างที่สูงขึ้นเป็นระยะ ทำให้อุตสาหกรรมเยอรมันต้องมุ่งสู่การแข่งขันที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ใช่ที่ราคา

นโยบายความมั่นคงในการจ้างงาน ทำให้นายจ้างต้องลงทุนในการฝึกฝนแรงงานตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพราะนายจ้างรู้ดีว่า แรงงานที่ทำงานกับองค์กรเป็นเวลายาวนาน ทำให้นายจ้างสามารถได้ผลตอบแทนกลับคืนมาจากการลงทุนด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน


‘เยอรมนี ‘ กับการเปลี่ยนแปลงประเทศ


ทุกวันนี้สามารถพูดเต็มปากได้ว่าประเทศเยอรมนีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต ระบบการเมืองการปกครอง รวมไปถึงการขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจ ที่มีการผสมผสานและพยายามมผลักดันให้ประเทศกลายเป็นเจ้าแห้งนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ซึ่งเรื่องนี้เองเป็นที่รู้กันไปทั่วโลกถึงศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเทคโนโลยีและนวัตกรรม และที่เห็นชัดได้ที่สุดคือการผลิตรถยนต์หรูหลายแบรนด์ ซึ่งเป็นการผลิตที่ต้องมีความเข้าใจและใช้นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง นอกจากนั้นเองเยอรมนียังสามารถฟื้นฟูประเทศให้กลายเป็นเจ้าตลาดโลกด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ซึ่งวันนี้พวกเรา Homedeedee ได้รวบรวม 5 ปัจจัยที่จะทำให้ทุกคนรู้จัก และได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาแบบไร้ขีดจำกัดของประเทศนี้กันครับ


 5 ปัจจัยที่ทำให้ ‘เยอรมนี ‘ กลายเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรม


 

1. สร้างคน เพื่ออนาคตของชาติ

ปัจจุบนหลายประเทศ การเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องอาศัยประชากรที่มีการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการ ผู้จัดการธุรกิจ หรือพลเมือง แรงงานที่มีการศึกษาสูงขึ้นทำให้เกิดผลิตภาพแรงงานที่สูงตามไปด้วย ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วมากในปัจจุบันก็ยิ่งต้องการแรงงานที่มีการศึกษามากขึ้น

ดังนั้นเยอรมนีจึงเกิดระบบการศึกษาในรูปแบบของ ‘การศึกษาแบบคู่ขนาน : dual education’ ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่ได้เน้นไปที่ระดับปริญญาตรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมไปถึงการศึกษาแบบอาชีวะ ที่จะผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพเพื่อมาต่อยอดในเรื่องของเทคโนโลยี โดยกำหนดให้การศึกษาด้านอาชีวะต้องมีการฝึกงาน กฎหมายนี้ทำให้การศึกษาแบบคู่ขนานเป็นแบบภาคบังคับที่ใช้กับนักเรียนสายอาชีวะทั้งหมด ในปี 1969 เยอรมันมีกฎหมายชื่อ การฝึกงานด้านอาชีวะ


 

2. การศึกษากับความมั่งคั่ง

มากกว่า “ค่านิยมแห่งปริญญา” ระบบการศึกษาของเยอรมนีเน้นการสร้างคนให้ตรงกับงาน เขาก็เลยแทบจะไม่มีคนตกงาน โดยไม่ได้ยึกโยงการผูกมัดไว้กับใบปริญญาเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ผู้คนในประเทศมีตรรกะความคิดที่ได้มาจากระบบการศึกษาเพื่อนำมาต่อยอดในการทำงาน รวมถึงการใช้ชีวิตในสังคม

นอกจากวิธีคิดในการดำเนินชีวิตแล้ว ระบบการศึกษาของเยอรมนีนี่แหละที่สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจ เพราะว่า เยอรมนีมีการพัฒนาบุคคลากรเพื่อให้ตรงกับสายงานทางด้านต่างๆ เพื่อให้ในแต่ละบุคคลได้ใช้ความรู้ที่ศึกษามาทำประโยชน์ให้กับตัวเองได้อย่างเต็มที่ เมื่อแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่แล้วจะทำให้ประเทสขับเคลื่อนไปอย่างหน้าได้อย่างอัตโนมัติ


 

3. นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว

นโยบายเศรษฐกิจสีเขียวเสริมศักยภาพการตลาด เกิดขึ้นจากการรวมมือระหว่าง  กระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWi) ร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมคุ้มครองธรรมชาติ ได้กำเนิดนโยบายการปฏิรูปพลังงาน หรือที่เรียกว่า ‘Energiewende’

โดยนำร่องที่เมืองหลวงอย่างกรุงเบอร์ลิน ในการตอบสนองนโยบายการปฏิรูปพลังงาน ทั้งในด้านการลดมลพิษ การประหยัดพลังงานภายในอาคาร การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และขยายไปใช้ในงานด้านระบบขนส่งมวลชน บวกกับการใช้แนวคิดการใช้ดิจิทัลกับพลังงาน การปรับเปลี่ยนระบบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสู่ระบบไฮบริด รวมถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานแบตเตอรี่ และ E-Mobility ซึ่งนับว่าเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนการดำรงชีวิตในสังคมมนุษย์ สู่การบูรณาการทุกภาคส่วนให้เป็น “สังคมเศรษฐกิจสีเขียว”


 

4. ศักยภาพของแรงงานคุณภาพ

รายได้ต่อหัวของประชากรเฉลี่ยอยู่ที่ 48,200 ดอลลาร์ จากการสำรวจในปี 2016 และมียอดส่งออกปีหนึ่งมีมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเทียบเท่ากับมูลค่าเศรษฐกิจของรัสเซียทั้งประเทศ นอกจากนั้นค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมายในประเทศอยู่ที่ชั่วโมงละ 8.84 ยูโร เมื่อนำมาบวกรวมกับค่าสวัสดิการต่างๆ ค่าแรงคนงานเยอรมัน 1 คน สามารถจ้างคนงานเวียดนามได้ 49 คน

ปัจจุบันเยอรมันมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป แต่เมื่อพิจารณาความสามารถทางการแข่งขันของประเทศโดยรวม ประเทศเยอรมันอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากประเทศสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ โดยอันดับรองจากประเทศเยอรมนี ได้แก่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร สวีเดน และเดนมาร์ก ในขณะที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนอยู่ในอันดับที่ 28 จากทั้งหมด140 ประเทศ


 

5. จุดกำเนิดเทคโนโลยีระดับโลก

เยอรมนีมีนักวิจัยที่โดดเด่นในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 103 รางวัล เช่น ผลงานของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และมักซ์ พลังค์ ถือเป็นรากฐานสำคัญของฟิสิกส์ยุคใหม่ และได้ถูกพัฒนาต่อมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์รถหรูยี่ห้อดังหลายเจ้า เช่น Audi, BMW, Mercedes หรือ Volkswagen ซึ่งคุณภาพของแบรนด์เยอรมันที่มีความสวยงามและทนทาน มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูง

การนำเข้าและส่งออกทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเยอรมนีในปี 2553 มีการขยายตัวมากที่สุด โดยการนำเข้า มีมูลค่ารวมกว่า 800,000 ล้านยูโร ส่วนการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 18% คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 950,000 ล้านยูโร โดยในจำนวนนี้ 95% ส่งออกไปยังตลาดยุโรป และกว่า 11% ส่งออกไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 5.5% ของการส่งออกทั้งหมด


 

สิ่งที่ทำให้ประเทศเยอรมนีพัฒนาตัวเองได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากการก้าวข้ามผ่านอดีตโดยไม่ลืมที่จะขอโทษกับสิ่งที่ผ่านมา และมุ่งหน้าเดินต่อไปข้างหน้าด้วยการเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยประชากร และนั่นจึงทำให้เยอรมนีกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความแข็งแรงในทุกด้านอย่างแท้จริง

สามารถติดตามข่าวสารการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ-ผลิตภัณฑ์ รูปแบบการใช้ชีวิต และข่าวในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ได้ที่ Homedeedee.comHomedeedee/Facebook

Credit:Data  >  vn.sputniknews, TwistedSifter, thelocal, deutschland, thaipublica