6 เทรนด์สีมาแรงประจำปี 2019

0
399

อย่างที่ทราบมาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีว่า Pantone ได้ยกเฉดสี “Living Coral” ให้เป็น Color of the year (สีแห่งปี) 2019 แต่นอกจาก Living Coral แล้ว ยังมีอีกถึง 6 เฉดสีที่เป็นเทรนด์สีมาแรงของปีนี้ ซึ่งทั้ง 6 เฉดสีนี้เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงยุคสมัย เรื่องราว ผู้คน และวัฒนธรรมอันหลากหลายของคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน

ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ “เจาะเทรนด์โลก 2019: NOW AGE: Manifesto and Action” ที่ TCDC ได้จัดทำขึ้นระบุว่า ปี 2019 เป็นปีแห่งการเริ่มต้นยุคที่ทุกคนมีสิทธิในการกำหนดมาตรฐานใหม่ “NOW AGE: Manifesto and Action” ที่หมายถึงการแสดงออกซึ่งความคิด และลงมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ออกสู่สาธารณะอย่างชัดเจน ซึ่งเจตนารมณ์นี้เกิดจากการรวบรวมพลังความคิดของกลุ่มที่แข็งแกร่ง และส่งต่อผ่านสังคมออนไลน์ จนเกิดเป็นรูปธรรมทางความคิดอย่างมีเหตุ และผลในสังคมออฟไลน์

คำกล่าวที่ว่าสะท้อนให้เห็นความเป็นไปของโลกที่เชื่อมโยงกันทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ดูเหมือนจะรวดเร็วเสียจนจับกระแสที่เปลี่ยนแปรไปแทบไม่ทัน แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนเรื่องราวต่างๆ ให้เห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็คือ การเลือกใช้สี ผ่านผลงานการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม  และศิลปะ  ที่จะทำให้บุคคลอื่นๆ ในสังคมซึมซับกับความหมาย และอิทธิพลของเฉดสีมากยิ่งขึ้น ซึ่งนออกเหนือจาก “Living Coral” สีแห่งปี 2019 แล้ว ยังมีอีกถึง 6 เฉดสีด้วยกันที่เป็นสีทรงอิทธิพลในปี 2019

(PHOTOGRAPHY © EUGENI PONS)

1. DUSTY PINK


 

สีชมพูหม่นเนื้อเบาเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงความรู้สึกของคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง เพศชาย หรือเพศทางเลือก เดิมสีชมพูเป็นสีที่ระบุตัวตน และความเป็นหญิง ในปี 1950 มามี ไอเซนฮาวน์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของรัฐบาลประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ ที่ได้สรรสร้าง Pink Palace ขึ้นใน White House หรือที่รู้จักกันในนามทำเนียบขาว ด้วยการนำสีชมพูเข้ามาตกแต่งห้องภายในทำเนียบขาว นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสีชมพูจึงเป็นสีที่กำหนดสถานะความเท่าเทียม และชนชั้นทางสังคมของผู้หญิง และได้สร้างมาตรฐานใหม่ของสินค้าชายหญิงที่ไม่มีข้อจำกัดระหว่างกันอีกต่อไป สีชมพู Dusty Pink จึงถูกพูดถึงในแง่ของความเท่าเทียมบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ การออกแบบ และงานศิลปะที่สะท้อนเจตนารมณ์ของสีชมพู Dusty Pink มีอยู่มากมาย อย่างเช่น โรงเรียน “ANDRÉ MALRAUX” ในฝรั่งเศส Museum of Ice Cream ที่ซานฟรานซิสโก จากการสื่อสารออกมาให้เป็นรูปธรรมสี Dusty Pink จึงกลายมาเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน ซึ่งก็คือความเป็น “มนุษย์” และได้ส่งต่ออารมณ์ ความรู้สึกจากผู้คนไปสู่สิ่งของรอบตัวด้วย


2. TANGO RED


 

สีแดงก่ำสื่อความหมายการหลอมรวมวัฒนธรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่งสารถึงกระบวนการก่อร่างสร้างตัวของบริบทรอบข้าง ตั้งแต่หิน ดิน ทราย ที่คงคุณค่าของแก่นแท้ความดึกดำบรรพ์  และอวดโฉมผ่านรูปลักษณ์ดั้งเดิม หรือเนื้อแท้ของวัสดุอย่างเป็นธรรมชาติ สีแดงก่ำนี้สามารถดึงดูดให้ผู้ที่มองเห็นมีรู้สึกเหมือนได้รับการเติมเต็มพลังได้ รวมถึงเป็นการแสดงถึงค่าพื้นฐานของเนื้อสีผิวมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยวิวัฒนาการด้านวัฒนธรรม และความรู้สึกที่หล่อหลอมรวมกัน ซึ่งอาจสื่อถึงการตั้งมาตรฐานสีจากวัฒนธรรมด้านศาสนาได้อีกด้วย สำหรับผลงานการออกแบบที่เลือกใช้สีแดงก่ำ Tango Red ได้แก่ สตูดิโอ Rens ที่เนเธอร์แลนด์ เฟอร์นิเจอร์คอลเล็กชัน Analogia โดยสตูดิโอ WON ผลงาน Spectacular โดย 3 ดีไซเนอร์ใหญ่ HAY SONOS และ WEWORK ในงานมิลานดีไซน์วีค 2018 รถราง Cinema Corallo โดยคริสตินา เซเลสติโน ซึ่งอิทธิพลของสีนี้คือการปรับอารมณ์ความรู้สึกของคนให้สมดุล และยังดึงดูดให้ผู้คนรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปหาอดีตอีกครั้ง


3. BRISTOL BLUE


 

สีค่ากลางใหม่ของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่จะยกระดับความรู้สึกของผู้คนให้เข้าใกล้กับทรัพยากรขยะจากพลาสติกดิบสำหรับจำนวนมหาศาลที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้ สีเขียวเฉดนี้ถูกนำมาใช้บนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นมิตรกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงการเกิดปัญหาขยะสะสมที่ยากจะแก้ไข ในปี 2019 สีเขียวอมฟ้า Bristol Blue จะอยู่บนผลิตภัณฑ์มากมายทั้งแบรนด์สินค้าแฟชั่น อย่าง Adidas G-Star Raw และ Stella McCartney ที่ขยับฐานการผลิตมาเป็นสินค้ารีไซเคิล เพื่อต่อยอดการนำขยะพลาสติกจากท้องทะเลมาเป็นวัตถุดิบหลักของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระแสรักษ์โลกที่มาแรงขึ้นทุกปี นอกจากการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว สี Bristol Blue ยังช่วยยกระดับความหรูหรา และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ายุคใหม่ได้อีกด้วย อย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์คอลเล็กชัน Life on Earth โดยสตูดิโอ Rooms ที่ผสานรูปทรงธรรมชาติของหินเข้ากับสีพันธุ์ไม้ รวมถึงให้ความรู้สึกเป็นมิตรอย่างมีระดับได้อย่างลงตัว

b444672aba018e2070cb816af4dd3ee3

4. FREEESIA


เฉดสีเหลืองที่แสดงออกถึงความกล้าที่จะแตกต่าง กล้าลองผิดลองถูกจนกลายเป็นความนิยมรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับอิสระทางความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจนเนอเรชั่น Z (คนที่เกิดหลังปี 2540 เป็นต้นไป ถือเป็นวัยรุ่นต้นตอนในปัจจุบัน) ที่เป็นผู้บริโภคหลักในการผลักดันกระแสของสีเหลือไปสู่สาธารณะ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอย่างเป็นปัจเจก เป็นสีแห่งความสร้างสรรค์ที่คนยุคใหม่ต้องการ โดยสีเหลืองเฉด Freesia ได้ถูกนำมาใช้กับการตกแต่งภายใน RedValentino ซึ่งออกแบบโดย India Mahdavi Stidio ที่ใช้สรีเหลืองจับคู่กับสีอื่น ทำให้บรรยากาศภายในร้านมีสีสันสดใส สบายตา และสามารถบอกเล่าเรื่องราวใหม่ๆ บนพื้นที่เดิมได้อย่างน่าสนใจ

Hot Coral
Hot Coral

5. HOT CORAL


 

สีเฉดส้มอมแดง ส้มอมชมพู ไปจนถึงส้มอ่อนที่มีระดับความเข้มของสีมากกว่าสีแห่งปีอย่าง Living Coral อีกหนึ่งเฉด เป็นอีกหนึ่งเฉดสีที่ไม่ค่อยนิยมนำมาใช้ในชีวิตประจำวันเท่าใดนัก การเลือกใช้สีเฉดนี้จึงเปรียบได้กับการประกาศเจตนารมณ์ให้โลกรับรู้ถึงการสร้างความแตกต่าง เสมือนได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากโลกแห่งความมืดมนไปพบกับสิ่งใหม่ที่สว่างไสวมากกว่า รวมทั้งเป็นสีแห่งการทดลองใหม่ๆ อย่างเช่นการออกแบบ Club Unseen ที่ออกแบบโดย Pepe Studio


6. SMOKE


 

สีเทาเฉดที่ตอกย้ำความเจ็บปวดของโลกยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยการยอมรับผลลัพธ์จากยุคนั้น และการก้าวไปข้างหน้าด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ร่องรอยของยุคอุตสาหกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือ เหล็ก ปูน และอิฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีเทาเฉด Smoke ที่มาจากสีของคอนกรีต ปูนเปลือย เป็นความคลาสสิกที่เข้าถึงได้กับทุกคน สะท้อนผ่านการออกแบบที่สื่อสารเรื่องราว ประสบการณ์ ประวัติศาสตร์ของสถานที่ และยุคสมัย นอกเหนือไปจากร่องรอยแห่งอดีตแล้ว สีเทาเฉด Smoke ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหามลภาวะทางอากาศที่ถูกพูดถึงในทุกๆ ปี โดยปี 2019 นี้จะเป็นการเข้าปะทะกับความท้าทายของการแก้ปัญหานี้ด้วยการนำมลพิษมาเป็นหนึ่งในแหล่งงพลังงานสำคัญที่จะทำให้โลกเดินหน้าต่อไปได้ โดยสื่อสารออกมาจากผลงาน Breathing ของดีไซนเนอร์ชาวดัตช์ดาน รูสการ์ดที่ร่วมมือกับเคนโก คูมาซึ่งผลงานดังกล่าวมีลักษณะเป็นเหล็กขดตัวซ้อนกันสูงถึง 6 เมตร จัดแสดง ณ งานมิลานดีไซน์วีค ที่ได้แปลสภาพก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ 90,000 คันให้เป็นอากาศบริสุทธิ์เพื่อใช้หายใจต่อไป นอกจากนี้ยังมีการออกแบบเครื่อง Orb โดยการร่วมทุนระหว่างบริษัท Indiegogo และบริษัทสถาปนิก BIG ที่มีลักษณะคล้ายบอลลูนยักษ์สีเมทัลลิกขนาด 32 เมตร ที่สามารถเปลี่ยนควันพิษในตอนกลางวันให้เป็นแสงไฟในยามค่ำคืนได้อีกด้วย สำหรับสถาปัตยกรรมที่สะท้อนผ่านเรื่องราวผ่านการใช้สีเทาเฉด Smoke ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Tree-Ness House ออกแบบโดยบริษัท Akihisa Hirata ที่ออกแบบโครงสร้างตึกให้เชื่อมต่อกันด้วยคอนกรีต แบ่งพื้นที่ใช้สอยให้เป็นแกเลอรี สำนักงาน พื้นที่สำหรับครอบครัวมุกเจนเนอเรชั่น ไปจนถึงสวนสีเขียวบนพื้นคอนกรีต โดยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้การแบ่งสัดส่วนระหว่างคน อากาศ และต้นไม้ได้เป็นอย่างดี

ทั้ง 6 สีนี้เป็นเทรนด์สีมาแรงที่จะอยู่ในทุกวงการการออกแบบไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์ การออกแบบแพ็คเกจ การตกแต่งภายใน และสถาปัตยกรรม ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยง รวมไปถึงความหลากหลายของคนบนโลกที่ถูกยึดโยงไว้ด้วยเทคโนโลยีโครงข่าย เพื่อสะท้อนให้เราเห็อกเห็นใจในความเป็นมนุษย์ของกัน และกันมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก TCDC e-book “เจาะเทรนด์โลก 2019: NOW AGE: Manifesto and Action”

ขอบคุณภาพจาก Pinterest และ Pantone