10 เรื่องที่คุณควรรู้ก่อนเลือก “เครื่องฟอกอากาศช่วยจัดการ ฝุ่น PM 2.5”

0
1097

Product of the week x Product Innovation ของเราในสัปดาห์นี้ยังคงเต็มไปด้วยมลพิษทางอากาศ ของฝุ่นควันที่เกินค่ามาตรฐาน จากฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ส่งกระทบต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งเราได้บอกถึงอันตรายที่เกิดขึ้นใน Content ก่อนหน้านี้ Homedeedee.com/ฝุ่น.PM-2.5 และได้แนะนำวิธีการป้องกันตัวเองและคนรอบข้างด้วยวิธีต่างๆ

วันนี้พวกเราทีมงาน HomeDeeDee ยังคงติดตามสถานการณ์ปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยจะพาเพื่อนนักอ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับอีกหนึ่งตัวช่วยอย่าง “เครื่องฟอกอากาศ” ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน รวมถึงคุณสมบัติและราคา สำหรับการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน


“ ทำความรู้จัก…เครื่องฟอกอากาศ ”


 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ และค่าใช้จ่ายก็มีความจำเป็น ในสภาวะที่เกิดฝุ่นควันในระดับสีแดงหรือเกินค่ามาตรฐาน จนทำให้ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีสภาพอากาศแย่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งเราทุกคนต้องรับมือและป้องกันตัวเอง

“เครื่องฟอกอากาศ” จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆที่ทุกคนและทุกครอบครัวมองหา เพื่อต้องการนำมาติดตั้งไว้ภายในที่พักอาศัย ดังนั้นการเลือกประเภทที่เหมาะกับพื้นที่รวมถึงประเภทการใช้งานในการฟอกอากาศจึงมีความสำคัญ โดยที่หลายคนอาจคิดว่าเครื่องฟอกอากาศมีรูปแบบเดียวที่เหมือนกันหมด แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะในแต่ละประเภทจะถูกผลิตและมีรูปแบบการทำงานที่ต่างกัน โดยแบ่งได้ 5 ประเภท

  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับมลพิษ
  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับโรคหอบหืด
  • ครื่องฟอกอากาศสำหรับไข้หวัดและไวรัส
  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับภูมิแพ้ละอองเกสรดอกไม้
  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับสะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง

“ ระบบการทำงาน ”


 

ซึ่งแต่ละประเภทของเครื่องฟอกอากาศจะมีรูปแบบของระบบการทำงานโดยการจับระดับฝุ่นละอองภายในบริเวณที่พักอาศัยที่มีค่าสูงกว่ามาตรฐาน และปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมาผ่านระบบพ่นอนุภาคไอออน ลบ (-) และ ไอออน บวก (+) ซึ่งเรียกกันว่า ระบบพลาสม่าคลัสเตอร์ ที่ทำงานผสานกับแผ่นฟอกอากาศหรือให้อธิบายอย่างง่ายสำหรับกลไกภายใน สามารถแยกย่อยออกเป็น 5 ระบบ

  • Air filters

ระบบที่จำเป็นที่สุดของเครื่องฟอกอากาศคือ Air filters หรือ ค่าปริมาณอากาศที่ถูกกรองขึ้นภายในพื้นที่บริเวณที่วางตำแหน่งเพื่อกรองฝุ่นและเชื้อแบคทีเรีย โดยการปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมาได้อย่างรวดเร็ว และที่นิยมมากที่สุดคือการกรองอากาศแบบ High Efficiency Particulate Air (HEPA) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นได้ถึง 0.3 ไมครอน เรียกได้ว่าเกือบ 100%

  • Gas-phase air filters

เป็นระบบสำหรับการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ นอกจากช่วยในเรื่องของการกรองอากาศแล้ว ยังสามารถระงับกลิ่นได้ด้วย Activated Carbon หรือสารเคมีถ่านกัมมันต์ที่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานสูง มีคุณสมบัติช่วยดูดซับกลิ่นช่วยให้พื้นที่ไม่เกิดความอับชื้นตามมาในภายหลัง

  • Electrostatic Precipitator

การกรองอากาศที่ใช้ระบบประจุอิเล็คตรอนที่สร้างจากไฟฟ้าแรงดันสูง โดยการปล่อยค่าไฟฟ้าปะจุลบในการกำจัดฝุ่นและเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็ก ที่มีลักษณะเป็นปะจุบวกหรือเป็นกลุ่มก้อนของอนุภาค เพื่อทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นไม่กระจัดกระจายในอากาศ

  • Ozone generator

มีระบบการทำงานโดยการผลิตโอโซนขึ้นเพื่อนสร้างอากาศที่บริสุทธิ์ ที่ใช้ก๊าซออกซิเจนเป็นสารตั้งต้น เพื่อเข้าไปทำลายเชื้อโรคและสารเคมี รวมไปถึงยังมีคุณสมบัติสามารถกำจัดกลิ่น ก่อนที่จะลายตัวกลายเป็นออกซิเจนคืนสู่บรรยากาศโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

  • UV Light

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย โดยการใช้รังสีอัลตราไวโอเลต (รังสีสีม่วง) ที่มีลักษณะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สั้น มีอัตราการเผาไหม้สูงทำให้ฆ่าเชื้อโรคที่มองไม่เห็นได้อย่างสมบูรณ์


“ 10 เรื่องควรรู้ก่อนเลือกซื้อ 


 

ในปัจจุบันมีการผลิตเครื่องฟอกอากาศออกมาหลากหลายประเภท ทั้งขนาดเล็กที่ใช้ภายในรถ หรือขนาดใหญ่ที่สามารถกรองอากาศได้ในพื้นที่บริเวณกว้าง ทำให้เกิดข้อแตกต่างในเรื่องของคุณสมบัติ, การใช้งาน รวมไปถึงราคาที่มีตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลักหมื่น แล้วเราจะเลือกยังไงให้เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวัน วันนี้ HomeDeeDee มี “10 เรื่องที่คุณควรรู้…ก่อนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ” มาฝากกันครับ


1.ค่าปริมาณอากาศ


 

เครื่องฟอกอากาศที่ได้มาตรฐานสิ่งแรกที่ต้องมีคือ ค่าปริมาณอากาศ หรือ Air Flow เนื่องจากเป็นระบบการคำนวณค่าของอากาศที่ถูกดูดเข้าไป และเวลาในการปล่อยอากาศออกมาจากเครื่องฟอกอากาศ ยิ่งเครื่องฟอกอากาศของแบรนด์ที่มีค่า Air Flow สูง จะยิ่งช่วยให้สามารถฟอกอากาศบริสุทธิ์ได้รวดเร็ว


2.สารฟอกสิ่งสกปรก


 

อีกหนึ่งระบบที่เป็นมาตราวัดคุณภาพของเครื่องฟอกอากาศที่ดีต้องมีระบบที่เรียกว่า สารฟอกสิ่งสกปรก หรือ Clean Air Delivery Rate (CADR) เพราะจะช่วยทำหน้าที่ในการวัดอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ต่อนาที หากเครื่องฟอกอากาศมีค่า CADR สูง หมายความได้ว่าระบบการทำงานมีประสิทธิภาพ


3.ระดับเสียงในการทำงาน


 

เรื่องของเสียงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศ โดยส่วนมากการจัดวางตำแหน่งจะถูกวางภายในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นซึ่งมีการใช้งานอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเครื่องฟอกอากาศที่ดีต้องไม่มีเสียง หรือที่เรียกว่าระบบ Noise Level ต้องอยู่ในระดับ 30-31 เดซิเบล เพื่อไม่ก่อให้เกิดการรบกวน


4.กรองฝุ่นจนถึง 0.3 ไมครอน


 

โดยทั่วไปฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศจะมีอนุภาค 20-200 ไมครอน และฝุ่นที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพจะมีอนุภาคอยู่ที่ 1 – 5 (1 ไมครอนน = 1/10,000 ม.ม.) ซึ่งฝุ่นในลักษณะของ PM 2.5 ไมครอน เป็นฝุ่นประเภทที่ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ ดังนั้นการเลือกเครื่องฟอกอากาศที่ดี ต้องมีคุณสมบัติกรองฝุ่นรวมถึงเชื้อโรคที่มีอนุภาคเล็กเพื่อยับยั้งเชื้อโรคในอากาศไม่ให้แพร่และขยายจำนวน


5.แผ่นกรองที่ได้มาตรฐาน


 

แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับคุณสมบัติอื่นที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ นั้นก็คือ แผ่นกรองฝุ่น โดยแผ่นกรองที่ดีต้องมีคุณสมบัติการกรองอนุภาคขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน ด้วยแผ่นกรองระดับ HEPA  (3 ไมครอน 99.97%) รวมถึงต้องมีแผ่นคาร์บอนขนาดใหญ่คอยทำหน้าที่ดูดซับกลิ่น ช่วยให้อากาศที่ผ่านออกจากเครื่องมีกลิ่นสะอาดบริสุทธิ์


6.ทำความสะอาดได้สะดวก


 

สิ่งที่จะทำให้เครื่องฟอกอากาศมีอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน การทำความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากการทำความสะอาดตัวเครื่องภายนอกแล้ว การนำแผ่นกรองอากาศทางด้านหลังตัวเครื่องออกมาล้างด้วยน้ำเปล่าและเป่าให้แห้ง ถือเป็นการล้างสิ่งสกปรกที่ถูกกรองจากอากาศแล้ว เพื่อทำให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถดูตัวอย่างขั้นตอนการทำความสะอาดได้ตามรูปภาพด้านบน


7.ขนาดพื้นที่การใช้งาน


 

หลักการง่ายๆ สำหรับการเลือกวางเครื่องฟอกอากาศในตำแหน่งที่เหมาะสมคือ ให้จัดวางไว้ที่มุมใดมุมหนึ่งของตัวห้อง โดยให้เครื่องหันหน้าออกเพื่อกระจายอากาศได้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้นควรเลือกขนาดให้เหมาะสมกับพื้นที่ อย่างเช่น ในห้องนอนขนาดเล็กไม่ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศขนาดใหญ่เนื่องจากจะทำให้กินไฟ และสำหรับห้องใหญ่ ควรเลือกวางเครื่องฟอกอากาศอย่างน้อย 2 ตัว เพื่อไม่ให้เครื่องใดเครื่องหนึ่งทำงานหนักจนเกินไป


8.เลือกให้ตรงประเภทใช้งาน


 

เครื่องฟอกอากาศแบ่งได้ 5 ประเภท ได้แก่

  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับมลพิษ

สำหรับประเภทนี้ควรเลือกใช้ระบบการกำจัดฝุ่นแบบ Air filters และเสริมด้วยแผ่นกรองแบบถ่าน เพื่อขจัดอนุภาคที่เป็นอันตรายจากมลพิษแบบอนุภาคเป็นหลัก เช่น ไอเสีย, ฝุ่น, แบคทีเรีย รวมถึงมลพิษในรูปแบบแก๊สที่ลอยมากับอากาศภายนอก

  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับโรคหอบหืด

สำหรับโรคนี้เกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษสะสมหนาแน่น เช่น แก๊สหรือควัน การเลือกใช้ระบบ Ozone generator และเสริมด้วยแผ่นกรอง SmokeStop ซึ่งจะใช้ถ่านกัมมันต์เพื่อกำจัดสารเคมีและแก๊สจากอากาศ เพื่อช่วยป้องกันการกำเริบของโรคหอบหืดได้

  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับไข้หวัดและไวรัส

ยิ่งคุณภาพอากาศภายในที่พัอาศัยนิ่งมากเท่าไหร่การเจริฐเติบโตของเชื้อไวรัสยิ่งมาขึ้นเท่านั้น การเลือกใช้ระบบ Electrostatic Precipitator เพื่อปล่อยค่าไฟฟ้าปะจุลบในการกำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียขนาดเล็ก เป็นการยับยังไม่ให้เชื้อโรคเหล่านั้นกระจายตัว

  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับภูมิแพ้ละอองเกสรดอกไม้

ในกรณีของกนแพ้เกสรดอกไม้อาจมีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นควรเลือกระบบที่สามารถควบคุมละอองเกสรที่พัดมาตามลม โดยเลือกใช้ระบบ Electrostatic Precipitator เสริมด้วยแผ่นกรองแบบ SmokeStop เพื่อใลดสารกระตุ้นภูมิแพ้ละอองเกสรดอกไม้ในที่พักอาศัย

  • เครื่องฟอกอากาศสำหรับสะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง

วิธีในการปกป้องคุณภาพอากาศภายในเพื่อไม่มีสัตว์เลี้ยงเกิดอาการภูมิแพ้ ควรเลือกระบบกรองอากาศที่มีการไหลเวียนอากาศสูงสุุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากสัตว์บางชนิดมีขนและผิวหนังที่หนา การระบายอากาศภายในพื้นที่จึงช่วยให้เชื้อโรคเบาบางลง โดยเลือกใช้ระบบ UV Light ที่ปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลต ที่มีความร้อนและการกำจัดเชื้อโลกได้อย่างสมบูรณ์


9.ประหยัดพลังงาน


 

การประหยัดไฟ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศซักหนึ่งชิ้น ในกรณีที่เครื่องกินไฟนั้นหมายความว่าเดือนนั้นจะมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เราเลยมีทริคการเลือกเครื่องฟอกอากาศ 2 วิธีให้ประหยัดไฟ

  • ให้สังเกตแผ่นกรองบริเวณด้านหลังตัวเครื่อง ยิ่งแผ่นกรองมีความหนาเท่าไหร่ยิ่งทำให้ฝุ่นสะสมมากก็เท่ากับว่าการระบายอากาศค่อนข้างมีปัญหา ทำให้ใช้กำลังไฟมาก
  • ลองเทียบคุณสมบัติระหว่างรุ่น และให้มองหาตราสัญลักษณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบในการตัดสินใจ

10.ราคา


 

ปัจจัยของราคาต้องมองภาพรวมถึงระบบปฏิบัติการ, คุณสมบัติ และขนาดของพื้นที่การใช้งาน ซึ่งเครื่องฟอกอากาศแต่ละประเภทจะมีขอบเขตการใช้งานที่ชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีราคาตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นบาท ฉนั้นลองศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบราคาเครื่องฟอกอากาศจากประเภทที่แตกต่างกันรวมถึงประเภทเดียวกัน เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งาน


“ ข้อดี – ข้อเสีย 


ข้อดี

  • ช่วยลดค่ามลพิษภายในที่พักอาศัย
  • กำจัดฝุ่นและเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็ก
  • ป้องกันการเกิดภูมิแพ้ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
  • สร้างอากาศบริสุทธิ์โดยผลิตโอโซนในอากาศ

ข้อเสีย

  • ไม่สามารถกำจัดฝุ่นได้หนึ่งร้อยเปอร์เซนต์เต็ม
  • มีหลายประเภท จนอาทำให้เกิดความสับสน
  • สามารถปล่อยและกรองอากาศในพื้นที่จำกัด
  • ไม่ได้ช่วยให้หายขาดจากอาการภูมิแพ้

แน่นอนว่าเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตมลพิษทางอากาศแบบนี้ขึ้นมา ทางเดียวที่เราจะดูแลตนเองและคนรอบข้างของเราได้คือการหาวิธีป้องกัน โดยทางเลือกที่ใกล้ตัวที่สุดคือการเลือกหาตัวช่วยที่จะทำให้อากาศภายในบ้านของเราบริสุทธิ์ถึงจะไม่เต็มร้อยก็ตาม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ขึ้นอยู่ที่ดุลพินิจของผู้อ่านทุกท่านในการตัดสินใจ

(Cr.Data&Photo : LG, Philips, Appliancesdirect, Abundant Earth, Androidhd.today, Blueair, Ensmartech, Eurofrost, honeywellsmarthomes, Russian.alibaba)