แปลงโฉมตึกแถวหน้าตาธรรมดาสู่บ้าน และเฮ้าส์สตูดิโอ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เรียบง่ายสไตล์มูจิ

0
13307


STAYCATION HOME ให้ทุกวันคือวันพักผ่อน


อาคารพาณิชย์  2 คูหา เมื่อมองจากภายนอกดูจะโดดเด่นแตกต่างจากบริบทโดยรอบอย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกแบบที่สะท้อนถึงความเรียบง่าย แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างมีเสน่ห์ ทั้งหมดล้วนเป็นความตั้งใจของเขาและเธอที่หลงใหลในการตกแต่งแนวมินิมอลลิสต์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สไตล์มูจิ และได้แรงบันดาลใจเมื่อครั้งไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น และมีโอกาสได้พักบ้านของคนญี่ปุ่นโดยขนานแท้ เมื่อคิดจะสร้างบ้านสักหลังจึงอยากได้บรรยากาศในแบบที่ชอบมากที่สุด

บ้านและเฮ้าส์สตูดิโอแห่งนี้ เจ้าของคือคุณบอล สดายุ บรรเจิดธนา และคุณตู่ ภาวินี อินทวิวัฒน์ สองสามีภรรยา ที่เลือกกลับมาใช้ชีวิตที่จังหวัดแพร่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณตู่ แรกเริ่มเดิมทีเขาและเธอใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งสองเดินทางกันค่อนข้างบ่อย เพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า ทำให้ต้องบินไปจีนกันทุกเดือน กลับแพร่บ้างเดือนละ 3-4 ครั้ง จนเมื่อเธอตั้งครรภ์ และคลอดลูกคนแรกได้ประมาณหนึ่งปี ก็เริ่มเป็นห่วงคุณภาพชีวิตของเจ้าตัวน้อย อยากให้เวลาที่มีคุณภาพกับลูกอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกสองสามีภรรยาจึงตัดสินใจร่วมกันว่าหากกลับมาใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด น่าจะเหมาะกับการเติบโตของเด็กมากกว่า นั้นจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งคู่เลือกทิ้งทุกอย่าง และกลับมาประกอบธุรกิจที่จังหวัดแพร่นั่นเอง

หลังจากที่ทั้งสองกลับมาอยู่แพร่ได้ประมาณหนึ่งปี คุณตู่เล่าให้ฟังว่า “เรามีความคิดอยากแยกออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยว ตอนแรกก็อยากจะสร้างบ้านสักหลัง จึงได้มองหาที่ดินเปล่า แต่สุดท้ายก็มาจบที่ตึกแถว เพราะบ้านหลังหนึ่งกว่าจะสร้างเสร็จอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน เลยคิดว่าตึกแถวน่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า และประหยัดกว่า พอได้ตึกแถวมาแล้ว เราก็ได้ตามหาคนออกแบบ ตามหาอยู่หลายคนมากกว่าจะเจอที่ถูกใจ จนมาจบที่คุณไทด์ กิตติชาติ ทองปลิว สถาปนิกจาก TO DESIGN SOMETHING ที่เข้ามาช่วยออกแบบ และสานต่อความต้องการของเราให้สมบูรณ์”

สำหรับโจทย์ความต้องการที่ได้รับจากของเจ้าของบ้านนั้นสถาปนิกเล่าว่า “บ้านหลังนี้ผู้เป็นเจ้าของอยากให้ทุกวันรู้สึกเหมือนวันพักผ่อน เลยใช้คอนเซ็ปต์ STAY + VACATION เมื่อสองคำมารวมกันจึงเกิดเป็นบ้าน  STAYCATION HOME จากโจทย์แรกผู้เป็นเจ้าของต้องการที่จะสร้างบ้านเป็นหลัง ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างค่อนข้างนานกว่าจะแล้วเสร็จและเข้าอยู่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นทั้งคู่จึงเลือกที่จะซื้อตึกแถว เพื่อทำการรีโนเวท ปรับปรุงเป็นให้บ้านพักอาศัยแทน ซึ่งข้อดีของตึกแถวคือมีโครงสร้างหลักอยู่แล้ว ทำให้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างไม่นาน”

เมื่อได้ตึกแถวมาแล้ว สถาปนิกก็ได้เริ่มศึกษาพฤติกรรมการอยู่อาศัย รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความชอบของเจ้าของบ้าน เพื่อที่ปรับฟังก์ชั่นของตัวตึก ให้สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของบ้านมากที่สุด จากเดิมตึกนี้มีเพียง 2 ชั้นครึ่ง ก็ได้ปรับให้เป็นบ้าน 3 ชั้น สถาปนิกเล่าต่อว่า “หลังจากที่เราได้ทำแบบก่อสร้างเสร็จไปแล้ว ก็มีโจทย์ใหม่เข้ามา คือเจ้าของบ้านค่อนข้างจะเชื่อในหลักฮวงจุ้ย จึงได้มีการเชิญซินแส เข้ามาช่วยดูทิศทางต่างๆ ให้เข้ากับตัวบ้าน และได้มีการปรับเปลี่ยนแปลนบ้านใหม่ทั้งหมด เพื่อให้งานออกแบบเข้ากับทิศทางของฮวงจุ้ย ตามความต้องการของเจ้าของบ้าน”

ทั้งนี้คุณตู่เสริมว่า โจทย์อีกข้อที่ได้ให้กับทางสถาปนิกไปนั้น คือเราอยากได้บ้านสไตล์มูจิ ลุคคลีนๆ มองแล้วสบายตา ตามเอกลักษณ์ของบ้านในแบบญี่ปุ่นจะค่อนข้างมีการจัดเก็บที่เป็นระเบียบ ตัวเราเองเป็นคนที่มีข้าวของเยอะมาก เลยคิดว่าถ้าเราจับทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปอยู่ในตู้ให้หมด แล้วแยกหมวดหมู่การใช้งานให้ชัดเจนน่าจะลงตัวและตอบโจทย์ได้ดีกว่า

ฟาซาดสีขาวที่ถูกออกแบบให้สอดรับกับโครงสร้างของอาคารได้อย่างสวยงาม

ด้วยความที่เป็นตึกแถวเปิดโล่งด้วยผนังกระจกใส ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้สเปซดูโปร่งโล่ง สบายตา และช่วยให้บ้านสว่างและดูกว้างขึ้น แต่ในทางกลับกันความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยอาจขาดหายไป เมื่อเป็นเช่นนั้นสถาปนิกจึงได้ดีไซน์ฟาซาดสีขาวสอดรับกับโครงสร้างของอาคาร ที่ไม่เพียงช่วยสร้างความเป็นส่วนตัว  แต่ยังช่วยบดบังสายตา และความวุ่นวายจากภายนอกอีกทางด้วย

มุมนั่งเล่นออกแบบให้เชื่อมต่อกับมุมรับประทานอาหาร หากต้องการความเป็นสัดส่วนก็กั้นด้วยพาร์ทิชั่น เท่านั้น

เคาน์เตอร์ครัววางผังเป็นรูปตัวแอล (L) เข้ามุมอย่างพอดิบพอดี

เมื่อเข้าสู่ตัวบ้านชั้นแรก พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดถูกวางให้เชื่อมโยงถึงกัน โดยจัดแบ่งอย่างเป็นสัดส่วน ตั้งแต่มุมนั่งเล่น มุมนั่งทานข้าว ต่อเนื่องไปยังส่วนครัว หากต้องการความเป็นส่วนตัวก็เลือกกั้นเพียงพาร์ทิชั่น บรรยากาศจึงดูกว้างขวาง อีกทั้งความสูงจากพื้นสู่ชั้นลอยด้านบนในแบบ Double Space ยิ่งทำให้บ้านดูโปร่งโล่งไม่อึดอัดคับแคบแม้แต่น้อย

มุมนั่งเล่นที่ได้ความสูงโปร่งจากพื้นสู่ชั้นลอย บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความโปร่งโล่งสบาย 

โถงกลางในส่วนชั้นลอยที่เชื่อมไปยังห้องนอนของลูกชาย 

จากราวราวบันไดสแตนเลส ถูกแทนที่ราวกันตกกระจกเทมเปอร์ นอกจากความปลอดภัยต่อเด็กๆ แล้วยังให้ความโปร่งโล่งมากยิ่งขึ้น

ขึ้นสู่ชั้นลอยเจ้าของบ้านจัดสรรให้เป็นห้องของลูกชาย ในขณะที่ชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้เป็นเจ้าของประกอบด้วยห้องนอน และห้องนั่งเล่น ทั้งนี้ในส่วนของฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ จะเน้นเป็นงานบิลท์อินเป็นหลัก เพื่อให้การจัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูไม่รกเกะกะตามสไตล์บ้านมูจิ

โครงสร้างอาคารฉาบทาด้วยสีขาว ให้ความเรียบง่าย ตัดด้วยวัสดุไม้เพิ่มความอบอุ่นอย่างเป็นธรรมชาติ 

ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ที่นำมาจัดวาง ยังคุมคอนเซ็ปต์ไม่ให้หลุดไปจากภาพรวมของบ้าน จะมีแค่ในส่วนของโคมไฟเท่านั้น ที่เจ้าของได้สั่งนำเข้ามาจากเมืองจีนเองทั้งหมด

ห้องนอนสไตล์มูจิ นอกจากความเรียบง่าย ยังรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายในทุกอณู

บรรยากาศในห้องนั่งเล่น ดีไซน์หน้าต่างบานใหญ่ที่นำแสงธรรมชาติให้ส่องผ่านเข้ามา ห้องจึงดูโปร่งสบายเป็นพิเศษ

หลังจากทำบ้านแล้วเสร็จไป 1 ปี ทั้งคู่ก็ได้ซื้อตึกแถวข้างกันนั้นเพิ่ม โดยคุณตู่เล่าต่อว่า “แรกเริ่มเราตั้งใจทำชั้นบนสุดให้เป็นที่พักเวลาเพื่อนมาเที่ยวบ้าน พื้นที่ว่างที่เหลือก็ยังไม่มีไอเดียว่าจะทำอะไร บังเอิญว่าสามีได้ไปเจอกับรุ่นน้อง ซึ่งเรียนจบถ่ายภาพจากลาดกระบัง คุยกันแล้วรู้สึกถูกคอ อีกทั้งมองว่าน้องเป็นคนที่มีของ

ตัวสามีเองรักและชื่นชอบการถ่ายภาพอยู่แล้ว เลยชวนกันมาทำสตูดิโอ โดยได้ตั้งชื่อ อ Studio ซึ่งเป็นชื่อร้านเก่า สมัยที่เราเปิดร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ซึ่งหากเป็นลูกค้าประจำ หรือใครที่เคยแวะเวียนผ่านไปจะรู้จักเป็นอย่างดี ปัจจุบันก็เลยกลายมาเป็นชื่อเฮ้าส์สตูดิโอแห่งนี้”

เน้นวางด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัว เพื่อให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้าย ตามความต้องการของลูกค้า อย่างมุมนี้วางเพียงบีนแบค และไม้ประดับ บรรยากาศก็ดูคูลในแบบมินิมอลง่ายๆ

ตัวอาคารยังคงใช้โครงสร้างเดิม มีการทุบรื้อบ้างแค่บางส่วนให้น้อยที่สุด เรียบง่ายที่สุด “ตอนนั้นเราได้จ้างคนมาวาดแปลนของอาคารให้ และให้มาช่วยคุมหน้างาน เพราะปัญหาเรื่องช่างมันน่าปวดหัวอยู่พอสมควร ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกมานั้นจะเน้นเป็นแบบแบบลอยตัว แตกต่างจากบ้านที่เป็นงานบิลต์อิน ก็เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย และปรับเปลี่ยนให้พื้นที่เกิดความหลากหลาย สิ่งสำคัญคือผนังกระจกขนาดใหญ่ ที่ยอมให้แสงธรรมชาติส่องผ่านม่านโปร่งสีขาวเข้ามา ยิ่งช่วยกรองแสงให้นุ่มนวล เสริมให้โทนภาพถ่ายดูละมุน รวมไปถึงพร๊อพต่างๆ ที่เราตั้งใจคัดสรรมาอย่างดี ทุกมุมจึงถูกครีเอทขึ้นด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ภาพออกมาดีที่สุด” คุณตู่เล่าให้เราฟังเพิ่มเติม

พื้นที่ชั้น 1 เป็นสตูดิโอถ่ายภาพ ได้รับการจัดเป็นมุมๆ ได้อย่างมีเสน่ห์ อย่างมุมนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับลูกค้าที่ชอบความมินิมอล แม้จะดูเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยดีเทลที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นผนังกระเบื้อง และเฟอร์นิเจอร์ที่นำวาจัดวางก็ตาม

มุมเอ้าท์ดอร์เล็กๆ ด้านหลังสตูดิโอ เนื่องจากเป็นทิศที่ไม่ค่อยร้อย และมีลมพัดผ่านตลอด จึงจัดสรรให้เป็นมุมสำหรับนั่งพูดคุย ทานข้าวในช่วงพักกอง

ห้องน้ำที่ถูกรื้อทำใหม่ทั้งหมด ด้านหน้าจะมีกลิ่นอายของความเป็นลอฟต์นิดๆ ด้วยโครงสร้างที่เผยให้เห็นงานระบบต่างๆ ของอาคาร แต่ภายในก็ยังคงความมินิมอลด้วยกระเบื้องโทนขาว-ดำ ในแบบเรียบง่าย

ต่อเนื่องจากโถงกลางชั้นลอย ด้านหลังได้รับการต่อเติมให้เป็นโซนเอาท์ดอร์ สูงขึ้นจากเดิมประมาณ 1 เมตร เพื่อเป็นมุมถ่ายภาพกลางแจ้ง และเป็นมุมสังสรรค์เล็กๆ ของครอบครัวด้วย และในส่วนชั้น 3 ส่วนหนึ่งคือห้องเปล่าสำหรับเก็บของในสตูดิโอ

และพื้นที่บางส่วนเจ้าของก็ได้แบ่งไว้สำหรับถ่ายงานโปรดักส์ หรือสินค้าที่ต้องการดีเทลก็ตาม ซึ่งทุกมุมได้ถูกครีเอทขึ้นด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ภาพออกมาดีที่สุด เพอร์เฟ็กต์ที่สุดตามความตั้งใจของทั้งคู่

จากตึกแถวหน้าตาธรรมดา ถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบ้าน และเฮ้าส์สตูโอ ในแบบที่เขาและเธอตั้งใจ ทุกวันนี้แม้บ้านจะแล้วเสร็จไปแล้วกว่า 1 ปีก็ตาม แต่เขาทั้งคู่ก็ยังสนุกกับการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านอยู่ตลอดเวลา  ปัจจุบันคุณตู่เธอเป็นคุณแม่ลูกสอง นอกเหนือจากบ้านที่แสนอบอุ่น และเฮ้าส์สตูดิโอที่เป็นเสมือนก้าวใหม่อีกก้าวของครอบครัวที่เธอได้บอกเล่าให้เราฟังแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้คือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ความสุขที่พ่อแม่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูก ที่หาสิ่งใดมาเปรียบไม่ได้เลย

Owner : คุณสดายุ บรรเจิดธนา และคุณภาวินี อินทวิวัฒน์

photographer : คุณทิฐธรรม คลี่ใบ

Architect & Design (บ้าน): คุณกิตติชาติ ทองปลิว สถาปนิกจาก TO DESIGN SOMETHING โทร 08-6361-2903

อ Studio : เฮ้าส์สตูดิโอ จังหวัดแพร่ www.facebook.com/อ Studio โทร 06-2893-9635