ช่วงปลายปีกรุงเทพฯยังว่าง อยากชวนคนข้างๆมาบางรักกัน

0
261

พาไปเดินลัดเลาะไปในตรอกซอกซอยย่านบางรัก พร้อมเสพร่องรอยความสวยงามของวัฒนธรรมในอดีตของกรุงเทพ ที่ยังคงมีตัวตนในโลกปัจจุบัน


เรื่องและภาพ: กองบรรณาธิการเว็บไซต์ Homedeedee

อีกหนึ่งย่านเก่าแก่สุดคลาสสิก ที่เก็บรักษาเรื่องราวของกรุงเทพตั้งแต่ถูกสถาปนาเป็นเมืองหลวง ทั้งในแง่มุมของวิถีชีวิต ตึกรามบ้านช่องในอดีต สู่การหลอมรวมกันของวัฒนธรรมดั้งเดิม เข้ากับความเจริญของโลกยุคใหม่ จนเกิดเป็นเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของย่านบางรักที่ไม่เหมือนใคร ใกล้สิ้นปีแบบนี้ Homedeedee ขออาสาพาทุกคนไปเที่ยวแบบ One day trip ที่จะพาไปสัมผัสกับ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพ ที่บอกเล่าของกรุงเทพผ่านสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของบางรักกัน


ศูนย์การค้า O.P. Place


หากจะพูดถึงย่านบางรัก คงไม่มีใครไม่รู้จักโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล แต่ใครจะรู้บ้างว่ามีห้างสรรพสินค้าที่เปรียบเสมือนอาคารแฝดของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลแห่งนี้…

อาคารที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบยุโรป และความอ่อนช้อยของศิลปะไทยได้อย่างงดงาม หรือที่รู้จักกันว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ห้างสิงโต” หรือ “Falck & Beidek Store” ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

แม้ว่าน้อยคนจะรู้จักศูนย์การค้าแห่งนี้ แต่สำหรับการมาเที่ยวย่านบางรักก็พลาดไม่ได้ที่จะแวะมาที่นี่ เพราะนอกจากสินค้าแต่งบ้าน เครื่องประดับ และแกลอรีศิลปะที่จัดอยู่ตลอดแล้ว ตอนนี้ยังมีงาน Bangkok Art Biennale 2018 อยู่เช่นกัน เรียกได้ว่านอกจากจะซึมซับบรรยากาศสถาปัตยกรรมเก่าย่านบางรักแล้ว ยังได้เสพศิลป์กันแบบเต็มๆกับย่านบางรักอีกด้วย

ในส่วนของงานศิลปะในงาน Bangkok Art Biennale 2018 ที่ศูนย์การค้า O.P. Place จัดแสดงงานอย่างหลากหลาย อาทิ งาน Becoming White โดย Eisa Jocson ชาวฟิลิปปินส์ งานศิลปะการแสดงสด ประกอบสื่อผสมที่ศิลปินได้สะท้อนภาพของ “การแสดงอออกถึงความสุข” ว่าเป็นการใช้แรงงานข้ามชาติรูปแบบหนึ่ง ผ่านตัวละครเจ้าหญิงสโนวไวท์ที่พูดถึงแรงงานอพยพชาวฟิลิปปินส์ในฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ และการแสดงโชว์อันเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก, งานผลงานศิลปะ Nonhuman Ethnography โดย สมัคร์ กอเซ็ม, “Teen Spirit Island” Archival pigment print โดย Joscha Steffens จากประเทศเยอรมัน และ “Listen to the voice my Land Papua” อะครีลิค บนผืนผ้าใบ  ภาพวาดไร้กรอบ โดย Moelyono จากอินโดนีเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผลงานที่สื่อสารถึงเรื่องราวที่ตนเองต่างประสบพบเจอกันมา

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนมาเยือนบางรักพลาดไม่ได้เลยทีเดียวกับห้างสรรพสินค้าที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราว และเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมแบบโบราณ รวมถึงยังเป็นพื้นที่เล็กๆ ให้งานศิลปะได้เติบโตในหัวใจของผู้มาเยือน นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงยังมีอาคารเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อีกมากมาย อาทิ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล อาคารอีส เอเชียติก (East-Asiatic) ซึ่งเป็นที่จัดแสดงงานเทศกาล Bangkok Art Biennale 2018 ด้วยเช่นกัน


ชุมชนบางรัก


ย่านชุมชนเก่า ที่ผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรม และเรื่องราวเข้าไว้ด้วยกัน เพราะในพื้นที่นี้มีทั้งชุมชนสมัยใหม่ อาคารสไตล์โคโลเนียล อาคารแบบนีโอคลาสสิก อาคารสไตล์ยุโรป เนื่องจากบริเวณนี้มีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยตั้งอยู่ด้วย ความหลากหลายของวัฒนธรรม และเชื้อชาติของคนในพื้นที่บางรักเริ่มขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงประกาศให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์ในเวลานั้นหยุดการขยายตัวทางใต้ที่ตลาดน้อย และทรงอนุญาตให้ชาวยุโรปตั้งถิ่นฐานในย่านบางรัก ที่ได้ก่อให้เกิดถนนสายแรกของกรุงเทพฯ คือ ถนนเจริญกรุง ซึ่งทำให้พื้นที่แห่งนี้มีอาคารสไตล์ยุโรปอยู่รายล้อมพื้นที่


ศุลกสถาน หรือโรงภาษีร้อยชักสาม


นอกจากอาคารที่มีความสำคัญด้านพาณิชย์แล้ว อีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสำคัญคือ โรงภาษีร้อยชักสาม หรือศุลกสถานที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานีดับเพลิงบางรัก อาคารนี้สร้างขึ้นระหว่างปี พ.ศ.2429 – 2431 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลักษณะเป็นอาคาร 3 ชั้น มีมุขกลางสูง 4 ชั้น ทรงนีโอคลาสสิก และสมมาตรตามวิถีของปัลลาดิโอ เชื่อมต่อกัน 3 หลังเป็นรูปตัวไอ (I) ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อโยคาอิม กราซี อาคารศุลกสถานเป็นตัวแทนของความรุ่งเรืองด้านการค้ากับประเทศตะวันตก ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยาในฐานะเส้นทางเดินเรือเพื่อธุรกิจ นอกจากเป็นพื้นที่เก็บภาษีขาเข้า และขาออกแล้ว ยังเป็นสถานที่รับรอง จัดกิจกรรม และเป็นสถานที่เต้นรำสำหรับแขกต่างประเทศ รวมถึงเป็นสถานที่จัดงานพระราชพิธีสมโภชพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย

โดยในช่วงปลายปี พ.ศ. 2560 โรงภาษีร้อยชักสามที่อยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์นั้นเคยมีโครงการรีโนเวทให้เปลี่ยนพื้นที่นี้เป็นโรงแรม “อามันรีสอร์ท กรุงเทพ” ซึ่งจะพัฒนาเป็นโรงแรมหรูในเชิงอนุรักษ์โบราณสถาน (Heritage Development) ที่ต้องการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณีของไทย แต่ก็มีการคัดค้านให้พื้นที่ของศุลกสถานเป็นพื้นที่สาธารณะเชิงอนุรักษ์อย่างพิพิธภัณฑ์มากกว่า

หลังจากเดินออกมาจากซอยเจริญกรุง 36 ที่มีร้านค้ารายล้อมอยู่ข้างทาง ก็จะพบอาคารบ้านเรือนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในช่วงปลาย พ.ศ. 2480 – 2500 ให้พอหวนรำลึกถึงบรรยากาศสมัยปู่ย่าตายาย ก่อนที่จะเดินทางไปยังอาคารเก่าแก่ประจำย่านนี้ ที่ภายในมีศูนย์การเรียนแหล่งรู้ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยในตอนนี้


อาคารไปรษณีย์กลาง และTCDC (Thailand Creative Design Center)


ด้วยสถาปัตยกรรมแบบที่โอ่อ่า มหึมาของอาคารไปรษณีย์กลาง ทำให้ใครที่ผ่านมาเส้นเจริญกรุงน่าจะคุ้นตากันดี กับอาคารประวัติศาสตร์หลังนี้ที่ตั้งตระหง่านทำหน้าที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คของบางรักเป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว ความเก๋าไม่เพียงแต่อยู่รอด ยืนหยัดท้าแดด ลม ฝนมาเป็นสิบๆปีเท่านั้นแต่อาคารหลังนี้ยังรอดจากระเบิดช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของกรุงเทพฯที่ยังเหลือเป็นตัวเป็นตนให้เราเห็นจวบจนปัจจุบัน หากเป็นคนก็คงเป็นคนทีทั้งแก่ทั้งเก๋าเลยทีเดียว และจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของอาคารนี้คือมุขด้านหน้าอาคาร ประดับด้วยประติมากรรมพญาครุฑสองตน ซึ่งประติมากรก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินผู้เสมือนบิดาของวงการศิลปะไทยยุคใหม่ในขณะนั้นนั่นเอง

แม้ทุกวันนี้ไปรษณีย์กลางจะไม่ได้มีบทบาทในด้านการเชื่อมโลกด้วยการสื่อสารเท่าเมื่อในก่อน แต่อาคารแห่งนี้ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อม อดีตและปัจจุบัน เพราะภายในปีกซ้ายของอาคารเป็นที่ตั้งของTCDC พื้นที่การเรียนรู้ของนักออกแบบ ที่เรียกได้ว่าเป็นสถานที่บ่มเพาะ และปล่อยของ ของเหล่าดีไซเนอร์เลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นยังมีพื้นที่สำหรับจัดนิทรรศการ ปลุกจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ในตัวให้เคลื่อนไหว ด้วยการวางฟังก์ชั่นตลอดทั้ง 5 ชั้น ให้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็น เป็นในส่วนของ Gallery, Material & Design Innovation Center, Meeting Room, Maker Space อีกทั้งสื่อการเรียนรู้ทั้งแบบมัลติมีเดีย และหนังสือของไทย และต่างประเทศอีกนับไม่ถ้วน

พื้นที่ภายในออกแบบให้ส่วนต่างๆมีความเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ความคิดได้ไหลเวียน โดยเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย และปรับปลี่ยนพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้นยังมีค่าเฟ่ และ Co working space สำหรับเป็นที่รวมตัวกันของนักออกแบบรุ่นใหม่ไฟแรงที่จะมาจุดไฟสร้างสรรค์ ที่ยังลุกโชนให้ตึกเก่าหลังนี้ยังคง มีบทบาทในฐานะ Creative space ของคนยุคใหม่

จินตนาการ และความสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกจำกัดไว้แค่ใน ตึกไปรษณีย์กลางเท่านั้นแต่ยังแผ่ไปถึงชุมชนรอบๆ อย่างชุมชนตลาดน้อย ผ่านงาน Street Art สวยๆจากทั้งศิลปินไทย และต่างชาติที่มาฝากผลงานไว้ตามตามกำแพง ผนังอาคารต่างๆ ไว้ตามตรอกซอกซอยให้เต็มไปด้วยสีสัน โดยงานศิลปะเหล่านี้เป็นผลงานจาก กิจกรรมที่ชื่อว่า บุกรุก สตรีทอาร์ต ที่ TCDC จัดขึ้นนั่นเอง

ช่วงหยุดยาวนี้หากใครยังอยู่ในกรุงเทพ เราอยากชวนทุกคนมาสัมผัสความสวยงามของวัฒนธรรมผ่าน สถาปัตยกรรมของกรุงเทพฯในอดีต ที่ในวันนี้ยังคงมีลมหายใจ และได้ผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน ซึ่งไม่แน่ว่าอาจทำให้เราได้เห็นมุมอื่นของกรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีแค่ ตึกสูงๆ ได้รู้จักกรุงเทพมากกว่าแค่เป็นเมืองหลวง และตกหลุมรักกรุงเทพ เพราะบางรักก็ได้