จับเทรนด์! อสังหาริมทรัพย์ในปี 2019

0
1791

Property of the week ของเราในสัปดาห์นี้ จะพาทุกคนไปจับเทนรด์อสังหาริมทรัพย์ในปี 2019 ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในอนาคต กับ Topic Content “Property Guide” สำหรับรูปแบบของที่พักอาศัยจะมีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน รวมถึงอัตราทางด้านการลงทุนจะมีการเจริญเติบโตไปในทิศทางใด

วันนี้ HomeDeeDee ขออาสาพาเพื่อนนักอ่าน-นักลงทุนทุกท่าน ไปจับกระแสผ่านรูปแบบการวิเคราะห์ที่ใครๆก็สามารถเข้าใจได้ ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับอสังหาริมทรัพย์ปีหน้ากันบ้าง ตามเข้ามาชมพร้อมกันได้เลยครับ…


2.0.1.9.


 

“เทรนด์อสังหาฯ ที่น่าจับตามอง”

สำหรับในปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไป มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี และเรื่องที่เป็นบทเรียนให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ได้นำกลับไปขบคิด รวมถึงหามาตราการป้องกันเพื่อไม่ให้เหตการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อช่วยให้วงอสังหาริมทรัพย์ของบ้านเราทัดเทียมกับนานาประเทศ

[Credit : Road Affair, BWSmartCities, Ihdigital]

สำหรับการขยับตัวในวงการอสังหาริมทรัพย์ภายในบ้านเรา จะมีการลงทุนจากต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากไตรมาสล่าสุดที่ผ่านมา ที่นักลงทุนชาวจีนได้เข้ามากว้านซื้อคอนโดมิเนียม รวมถึงที่ดินภายในเมืองเป็นจำนวนมาก สร้างกำไรและอัตราการเจริญเติบโต

นอกจากนั้นภายในปีหน้ามีการคาดการว่า จะมีการกระจายตัวของอสังหาริมทรัพย์อย่างคอนโดมิเนียมที่จะได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนเมืองที่เปลี่ยนไป ส่วนบ้านเดียวรองลงมาและจะมีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่สนใจ ดังนั้นเราจึงรวบรวมปัจจัยต่างๆ แบ่งออกเป็นหัวข้อย่อยสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2019


New Generation


 

Target หลักในการซื้อ-ขาย อสังหาริมทรัพย์ในปี 2019 จะกลายมาเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างชาว Millennial ที่มี Lifestyle การใช้ชีวิตอีกรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม ได้แก่ นักศึกษา, วัยทำงาน, และกลุ่มคนที่กำลังสร้างครอบครัว ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นอีกหนึ่งฐานกำลังซื้อที่สำคัญ

[Credit : The Luxonomist, USA-International, Hargaa]

สามารถแบ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจรูปแบบที่พักอาศัย เช่น คอนโดมิเนียมภายในเมือง จะเป็นที่สนใจของ นักศึกษา, กลุ่มวัยทำงานที่เพิ่งจบการศึกษา หรือวัยทำงานที่ทำงานเก็บเงินมาสักพักและกำลังมองหาที่พักอาศัยที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย โดยจะเน้นที่พักอาศัยเชื่อมต่อกับสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การเดินทาง ห้างสรรพสินค้าและสถานบันเทิง เพื่อรองรับการใช้ชีวิตอย่างครอบคลุม

ซึ่งจะแตกต่างจากกลุ่มคนวัยทำงานที่กำลังสร้างครบครัว โดยจะมองหาบ้านเดียวหรือทาวน์โฮมที่มีขนาดของพื้นที่ใช้สอยสำหรับคนภายในบ้านมากขึ้น แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบได้ ที่พักอาศัยที่มี Location อยู่บริเวณชานเมืองที่ใกล้กับทางด่วน เข้า-ออก เมืองสะดวก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีของคนกลุ่มนี้


Disperse Location 


 

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนฐานเศรษฐกิจของอสังหาริมทรัพย์คือ Location เราอาจเห็นว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามีโครงการต่างๆผุดขึ้นภายในเมืองมากมาย ทำให้เกิดการกระจุกตัวของที่พักอาศัย สร้างความแออัดในการใช้ชีวิตและถึงระบบการคมนาคม

[Credit : Road Affair, Posttoday, TheStandard]

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้า จึงพลิกกลยุทธ์ขยายตลาดสู่พื้นที่ชานเมือง เนื่องจากมีการสร้างรถไฟฟ้าเชื่อมต่อออกนอกชานเมืองมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดการกระจายตัวของรูปแบบที่พักอาศัยต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมที่ตั้งขนานไปกับแนวรถไฟฟ้า ที่ดินวางเปล่าที่ถูกจับจองสำหรับก่อสร้างหมู่บ้านในอนาคต

ถือเป็นเรื่องดีที่มีการขยายตัวรูปแบบของโครงการอสังหาริมทรพย์ออกจากเมือง ช่วยลดการกระจุกตัวในเรื่องของการใช้ชีวิต ถือเป็นการกระจายรายได้และช่วยสร้างความสมดุลทางด้านเเศรษฐกิจ


Mixed use & Green Building


 

ในปี 2019 ถือเป็นการก้าวผ่านสู่การเปลี่ยนแปลงของที่พักอาศัยแบบเต็มตัว สถาปัตยกรรมรวมถึงการออกแบบจะมีการเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ในลักษณะของ Green Building ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่ออยู่รวมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนั้นรูปแบบของการอยู่อาศัยแบบ Mixed use จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

[Credit : GreenBuildingAlliance, Ryoii, Wongnai]

รูปแบบการพักอาศัยแบบ Mixed use คือการเชื่อมโยงการใช้ชีวิตแบบครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย, ความบันเทิง, ศูนย์การค้า, สำนักงาน, โรงเรียน-โรงพยาบาล ซึ่งทุกส่วนต้องสามารถเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ คือการสร้าง Facilities ของโครงการต่างๆ ที่มีการเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย อย่าง Co-Working Space พร้อมเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชม. หรือจะเป็น Fitness ที่มีเครื่องออกกำลังกายแบบ Full option ที่ให้ผู้พักอาศัยใช้งานอยู่ภายในโครงการได้แบบครบวงจร

นอกจากนั้นยังมีการออกแบบอาคารและส่วนใช้งานในลักษณะของ Green Building หรือ Green Living Area เพื่อความสวยงามและเป็นการอยู่รวมกับธรรมชาติ ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ช่วยเพิ่มความสนใจให้กับตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ


The Innovation


 

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า option เสริมที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แต่ละแบรนด์งัดขึ้นมาแข่งขันกัน นอกจากเรื่องของราคา การและออกแบบแล้ว หนึ่งในนั้นคือการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้โครงกาารที่ความสมบูรณ์

[Credit : MansionGlobal, ElectronicLiving]

อนาคตเราอาจไม่ได้เห็นประตูเข้าห้องแบบลูกบิดมือหมุนอีกต่อไปแล้ว เพราะทุกโครงการจะหันมาใช้ระบบ Digital Door Lock เพื่อความทันสมัยและปลอดภัย อีกทั้งยังมีการนำระบบ Home Automation เข้ามาอำนวยความสะดวกในการใช้งาน

โดยที่ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสผ่าน Smart Phone หรือ รีโมทคอนโทรล ในการสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรับอากาศ, โทรทัศน์ และอื่นๆที่เชื่อมต่อระบบผ่าน Home Automation นอกจากนั้น หลายๆโครงการยังได้นำระบบ VR [Virtual Reality] หรือ การสร้างภาพเสมือนจริงเข้ามาใช้งานรวมภายใน Fitness เพื่อออกกำลังกาย รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลาย


Design Solution


 

เทรนด์การออกแบบที่โครงการของอสังหาริมทรัพย์ คือการออกแบบฟังก์ชั่นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่จำกัด โดยผสมผสานเข้ากับการใช้นวัตกรรมเพื่ออำนวยความสะดวก หรือเรียกง่ายๆคือ Design Solution [การออกแบบเพื่อแก้ปัญหา]

[Credit :BkkWallpaper, Hk.asiatatler, Delood]

อย่างที่ทราบกันดีว่าในหลายๆโครงการอย่างเช่น คอนโดมิเนียม ค่อนข้างมีพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง หรือห้องพัก ดังนั้นการออกแบบจึงเน้นไปที่รูปแบบของการเปิด Space ด้วยบานกระจกใส เพื่อให้ได้รับแสงสว่างอย่างเพียงพอ และเว้นพื้นที่สำหรับการใช้งานโดยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ Built-in ในการประหยัดเนื้อที่เพื่อประโยชน์ใช้สอย

สำหรับการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้กับการออกแบบนั้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายเจ้า ได้รวมมือกับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เพื่อออกแบบให้ในแต่ละพื้นที่เหมาะสำหรับการใช้งานของกลุ่มผู้พักอาศัยที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน


Economic Based Society


 

สำหรับการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในปีหน้าของวงการอสังหาริมทรัพย์บ้านเรา ถือว่ามีความผันผวน จะมีและทั้งดีและไม่ดี แต่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดที่สุดคือ โครงการที่พักอาศัยแบบ Mixed-use จะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น บวกกับจะมีกำลังซื้อจากชาวต่างชาติ ทยอยเข้ามาลงทุนและมีการจับมือร่วมหุ้นระหว่างพันธมิตรภายในประเทศ เพื่อสร้าง Mega Project เพื่อกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางด้านนเศรษฐกิจ

[Credit :Bitcoinist, Effenmark, Houseofbots]

ข้อดี : อย่างที่บอกว่าในปีหน้าโครงการแบบ Mixed-use จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น ดูจากการลงทุนโครงการ Mixed-use กว่า 4 ล้านตารางเมตร บนทำเลถนนพระราม 4 นอกจากนั้นยังมีกำลังการซื้อจากกลุ่ม New Generation คิดเป็นสัดส่วนได้มากถึง 75% ที่จะช่วยให้วงการอสังหาริมทรัพพย์มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่ากังวล : และแน่นอนว่ามีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องที่ต้องรับมือ เมื่อแบงก์ชาติและกระทรวงพาณิชย์ออกมาพูดถึงสถานการณ์น่าเป็นห่วงทางด้านอสังหาฯ โดยเฉพาะตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือตัวเลขการปล่อยสินเชื่อบ้านเมื่อเทียบมูลค่าบ้าน (Loan to Value: LTV)

ที่มีการปล่อยสินเชื่อสูงกว่ารายได้ของผู้กู้ และพบว่าที่อยู่อาศัยบางประเภทมีอุปทานส่วนเกินสูง ที่อาจจุดชนวนให้มีการพัฒนาจนกลายเป็นโอเวอร์ซัพพลาย และส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในภายหลัง

ในปีหน้าเราอาจได้เห็นการแข่งขันที่เพิ่มสูงมากขึ้นเป็นเท่าตัว ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จากผู้พัฒนาทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ รวมถึงการลงทุนจากชาวต่างชาติที่จะช่วยเพิ่มรากฐานทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความมั่นคง

[อ้างอิงข้อมูลจาก : Prachachat, Efinancethai]