advertisement image

รับมือทุกองศาเดือด! เลือกแอร์ให้ถูก ร้อนไหนๆ ก็ไม่หวั่น

บอกต่อเคล็ดลับเลือกซื้อแอร์ เลือกเป็น เย็นทั้งบ้าน เย็นทั้งใจ สบายกระเป๋า พร้อมเสิร์ฟแอร์รุ่นใหม่จาก มิตซูบิชิ เฮฟวี่ ดิวตี้ ที่มาพร้อม inverter แท้ทั้งระบบ และการดีไซน์ในแบบพรีเมี่ยม ลักซ์ชัวรี่ เติมไอเทมใหม่ให้บ้าน

 

 


 

วันนี้โฮมดีดี ดอทคอม ขอชวนเพื่อนๆ ผู้อ่านมาเตรียมพร้อมรับมือกับอุณหภูมิที่ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องยกวลี ‘ร้อนจนต้องร้องขอชีวิต’ มาบ่นจนติดปากกันรัวๆ และสิ่งสำคัญที่จะช่วยเราให้หลุดพ้นจากความร้อนคงหนีไม่พ้นตัวช่วยสำคัญอย่าง เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์คอนดิชันเนอร์ การเลือกแอร์ จึงควรศึกษาเพื่อให้ได้คุณภาพ และตรงใจผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อนๆ คนไหนกำลังมองหาแอร์ตัวใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่า ทนทาน ช่วยประหยัดค่าไฟ และสอดรับไปกับการดีไซน์ ตามเรามาดูทางนี้เลยค่ะ

ก่อนอื่นเลย เวลาจะออกไปจับจ่ายเลือกเครื่องปรับอากาศดีๆ สักเครื่องเข้าบ้านหรือที่พักอาศัย มีอะไรบ้างที่เราต้องรู้และคำนึงถึงเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ วันนี้โฮมดีดีรวบรวมมาไว้ให้เพื่อนๆ เรียบร้อยแล้วค่ะ ตามมาดูไว้ก่อนไปลงสนามจริงกันได้เลย

 

 

 

1.เลือกขนาดให้เหมาะสม

 

การเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง ลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ช่วยให้การประหยัดไฟมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยยืดอายุการทำงานให้กับเครื่องปรับอากาศของเราอีกด้วยค่ะ โดยแอร์ติดผนังทั่วไปหรือแอร์ขนาดเล็ก จะมีขนาดตามมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ 9,000 – 24,000 บีทียู

  • 9,000 BTU เหมาะกับห้องขนาด 9-12 ตารางเมตร หรือห้องนอนขนาดเล็ก
  • 12,000 BTU เหมาะกับห้องขนาด 12-16 ตารางเมตร หรือห้องนอนมาตรฐานของ คอนโดมิเนียมทั่วไป
  • 18,000 BTU เหมาะกับห้องขนาด 16-24 ตารางเมตร ซึ่งสามารถเป็นเครื่องปรับอากาศตัวเดียวของคอนโดมิเนียมห้องสตูดิโอได้
  • 24,000 BTU เหมาะกับห้องขนาด 24-32 ตารางเมตร ซึ่งเป็นขนาดของห้องโถงในบ้าน หรือ สตูดิโอขนาดใหญ่

 

 

2.เลือกประเภทของเครื่องปรับอากาศ

 

เครื่องปรับอากาศแต่ละแบบมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เราจึงต้องคำนึงถึงการใช้งานเป็นอันดับแรก เพราะไม่เพียงทำให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟให้เราด้วยค่ะ ซึ่งเครื่องปรับอากาศจะแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ได้แก่

  • แบบติดผนัง (Wall Type) เป็นแบบที่เราคุ้นเคยกันดีเพราะได้รับความนิยมสูง ด้วยรูปลักษณ์การดีไซน์ และขนาดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก และคอนโดทั่วไป
  • แบบตั้งพื้น(Floor Type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่มีการกระจายความเย็นได้ดี และทนต่อการใช้งาน แต่สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าแบบอื่น จึงเหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดใหญ่ โรงงาน หรือพื้นที่อาศัยที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น
  • แบบแขวนใต้ฝ้า(Ceiling Type) เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่ตั้งแต่เล็กไปจนถึงห้องที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ อย่าง อาคารสำนักงาน ร้านอาหาร ห้องประชุม

 

 

  • แบบสี่ทิศทาง(Cassette) สำหรับห้องที่ต้องการความหรูหราและสวยงาม น่ามอง เพราะติดตั้งแบบฝังซ่อนในฝ้าเพดาน เครื่องปรับอากาศแบบสี่ทิศทางก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในการกระจายลมเย็นให้ทั่วห้อง ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศบางยี่ห้อได้พัฒนาศักยภาพของแอร์ประเภทสี่ทิศทางให้เป็นระบบ Inverter มีความสามารถในการประหยัดไฟเพิ่มมากขึ้น และมีระบบอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้นอีกด้วย
  • แบบฝังเพดาน (Concealed Type) สำหรับห้องที่ต้องการเน้นการตกแต่ง ความสวยงามในทุกมุมมอง เครื่องปรับอากาศแบบฝังเพดานก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพราะติดตั้งอยู่ภายในฝ้า จะไม่ค่อยเห็นตัวเครื่อง แต่ราคาก็จะค่อนข้างสูงกว่าแบบอื่น

 

 

3.เลือกเครื่องปรับอากาศแบบประหยัดพลังงาน (Energy Saving)

 

ข้อคำนึงแรกคือการเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่ได้รับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 นอกจากนั้น ยังมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญ มีชื่อเรียกคุ้นหูว่า inverter ซึ่งการทำงานของระบบดังกล่าวนี้จะใช้ไฟฟ้ากระแสตรงทั้งหมด (DC) ทำให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงครั้งเดียวในตอนเปิดเครื่อง หลังจากนั้นเมื่ออุณหภูมิถึงตามที่กำหนด คอมเพรสเซอร์จะลดรอบการทำงานลงเพื่อรักษาอุณหภูมิในห้องให้คงที่ โดยไม่ตัดการทำงานเหมือนระบบ Non-Inverter หรือ Fixed Speed ทำให้ประหยัดพลังงานแล้วยังรักษาอายุการใช้งานของชิ้นส่วนต่างๆ ให้ยาวนานยิ่งขึ้นด้วย

 

 

4.คุณสมบัติพิเศษของเครื่องปรับอากาศ

 

นอกจากประสิทธิภาพในการทำงาน การดีไซน์ที่ตอบโจทย์เรื่องการตกแต่ง เรายังควรศึกษาคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ด้วย ทั้งเทคโนโลยี รุ่น ยี่ห้อ ข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นเสริมในการทำงานให้เกิดความประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น ระบบ MOTION SENSOR ที่จะคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวและความร้อนของเราเพื่อปรับโหมดการทำงานให้เหมาะสม หรือจะเป็นโหมดประหยัดพลังงาน ปรับความเหมาะสมของอุณหภูมิและระดับพัดลมให้เหมาะสมกับจำนวนคนที่อยู่ในห้อง หรือระบบเร่งทำความเย็น ที่จะเร่งการทำงานเมื่อเปิดเครื่องให้อุณหภูมิห้องลดลงอย่างรวดเร็ว และลมแรงทำให้เรารู้สึกเย็นสบายขึ้นเมื่อเข้าในห้อง หรือว่าจะเป็นฟังก์ชั่นที่ปิดการใช้งานเครื่องปรับอากาศโดยอัตโนมัติหากไม่มีคนอยู่ในห้องเป็นเวลานาน หรือโหมดอัจฉริยะต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนการทำงานตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละคน

 

5. คุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของแบรนด์เครื่องปรับอากาศ

 

ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้า เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถการันตีคุณภาพ และแสดงถึงการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ความทนทาน ประสิทธิภาพการทำงาน และบริการหลังการขาย และอะไหล่อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

advertisement image

 

 

 

 

หลังจากทราบขั้นตอนการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศกันไปแล้ว เพื่อนๆ มีแบรนด์ในใจกันหรือยังคะ ส่วนทางทีมงานมีหนึ่งแบรนด์คุณภาพที่อยากแนะนำ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่สามารถตอบโจทย์ในทุกๆ ด้านที่กล่าวมา นั่นคือ Mitsubishi Heavy Duty แบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ด้วยมีจุดแข็งในการผลิตเครื่องจักรกล เครื่องยนต์กลไก เครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เป็นที่ทราบกันดีใช่ไหมคะว่า Mitsubishi ขึ้นชื่อด้านประสิทธิภาพ มาตรฐานการผลิต ความประหยัดทนทาน ทั้งยังมีตัวแทนจำหน่าย และบริการหลังการขายที่ครองใจและเคียงคู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ

 

อากาศเมืองไทยจะร้อนแค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะแบรนด์ Mitsubishi Heavy Duty คงจุดเด่น “ประหยัดทนทานทุกงานหนัก” ไม่ว่าจะเป็นขนาด หรือฟังก์ชั่นการใช้งานแบบใด ในทุกรุ่น ล้วนมีประสิทธิภาพ ประหยัด ทนทานสมชื่อ Heavy Duty ที่เป็นจุดขายอย่างยาวนาน ให้ผู้ใช้เบาใจและสบายใจตลอดการใช้งาน ทั้งนี้ ด้วยระบบ Jet Flow ทำให้ลมแรงเย็นเร็วทันใจ แถมช่วยประหยัดไฟได้มากกว่า ด้วย Inverter แท้ทั้งระบบ  พร้อมสร้างความมั่นใจด้วย การรับประกันถึง 5 ปี ทุกชิ้นส่วน

 

 

เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาแอร์ใหม่  ชอบความคุ้มค่า ทนทาน และอยากให้ช่วยเซฟเงินในกระเป๋า ไม่รอช้าค่ะ เราขอแนะนำ Mitsubishi Heavy Duty รุ่น SRK-ZSXS SERIES เครื่องปรับอากาศ inverter แท้ทั้งระบบ (100% Real Inverter) ในระดับ พรีเมี่ยม ลักซ์ชัวรี่ ตั้งแต่ 9,000 12,000 18,000 และ 24,000 BTU

 

 

ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านการตกแต่งเท่านั้น ฟังก์ชั่นการใช้งานยังมาพร้อมความสะดวกสบายครบครันอีกด้วยค่ะ รองรับทั้งเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ด้านประหยัดพลังงาน และด้านสุขภาพที่ขนฟังก์ชั่นเด็ดๆ มาเอาใจคนรักสุขภาพกันสุดๆ

 

อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ อาจมีข้อสงสัยกันอยู่ใช่ไหมคะว่าเจ้าระบบ Invertor แท้ทั้งระบบ (100% Real Inverter) นั้นมีข้อดี และทำให้ Mitsubishi Heavy Duty แตกต่างและโดดเด่นจากแบรนด์เครื่องปรับอากาศอื่นอย่างไร มาเริ่มกันที่ข้อแรกเลยค่ะ เจ้าระบบที่ว่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดไฟได้มากกว่า เพราะระบบขับเคลื่อนด้วยอินเวอร์เตอร์มีข้อดีในการทำงานหลายสิ่งด้วยกันค่ะ เช่น มั่นใจได้ในเรื่องของความเย็นเร็ว  และเมื่ออุณหภูมิปรับมาถึงองศาที่ตั้งไว้แล้วหลังจากนั้นเครื่องปรับอากาศจะลดความเร็วของคอมเพรสเซอร์เพื่อประหยัดพลังงานและรักษาระดับอุณหภูมิให้คงที่ตามที่กำหนดไว้ ทำให้อากาศยังคงเย็นสบาย อีกทั้งด้วยคอมเพรสเซอร์เป็นแบบขับเคลื่อนด้วย DC (ไฟฟ้ากระแสตรง หรือ Direct Current) จึงมีการดึงพลังงานไฟฟ้ามาใช้งานในปริมาณที่สูงครั้งเดียวเมื่อตอนเปิดเครื่อง จากนั้นใช้ไฟเลี้ยงให้คอมเพรสเซอร์ทำงานต่อไปในรอบต่ำ ดังนั้นจึงมีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากกว่าระบบ Fixed speed หรือแบบ Non-Inverter ที่จะมีการตัดการทำงานและต่อการทำงานสลับกันไป ทำให้เกิดสภาวะแรงดันไฟฟ้าสูงต่ำสลับกันเมื่อคอมเพรสเซอร์ตัด-ต่อตลอดการทำงานนั่นเอง

 

 

นอกจากความพิเศษในเรื่องระบบการทำงานแล้ว ด้านภาพลักษณ์ในเรื่องของการดีไซน์ก็ยังได้รับการส่งเสริมให้สอดคล้องไปกับไลฟ์สไตล์และรสนิยม โดยมีรางวัล A’ Design award 2017 เป็นตัวการันตี ให้ไม่ว่าจะแต่งบ้านสไตล์ไหนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องมุมมองหรือทัศนวิสัยไม่สวยงามจากเครื่องปรับอากาศไปได้หายห่วงค่ะ

 

เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รู้อย่างนี้แล้ว การจะเลือกเครื่องปรับอากาศสักเครื่องจึงไม่ใช่เพียงเพื่อให้ความเย็นเท่านั้นอีกต่อไป แต่ยังต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตให้คลอบคลุม และครบครันในแต่ละวันของการพักอาศัยได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

 

 

 


 

 

 

จำนวนคนเข้าชม : 21,067 ครั้ง

advertisement image

YOU MAY ALSO LIKE